ตับ (liver) เป็นอวัยวะที่สำคัญมากอวัยวะหนึ่งของร่างกาย หน้าที่ของตับเริ่มตั้งแต่ขณะที่ยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ตับทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ตับก็ทำหน้าที่สำคัญมากมายหลายอย่าง เช่น ทำหน้าที่เก็บสำรองอาหาร เป็นแหล่งสร้างพลังงานความร้อน เป็นแหล่งสร้างสารที่จำเป็น ต่างๆ ได้แก่ สร้างน้ำดี สังเคราะห์วิตามิน สังเคราะห์สารที่ทำให้เลือดแข็งตัว เป็นต้น
สาเหตุ
- ตับอักเสบ เป็นภาวะที่เซลตับถูกทำลาย การทำลายเซลล์ตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตชัว หรือเซลล์ตับอาจถูกทำลายจากสาเหตุอื่น ได้แก่ จากพิษของสุรา ยาบางชนิด รวมถึงสารเคมี
- สาเหตุของตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ ตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีวิธีการติดต่อ และแพร่เชื้อที่แตกต่างกัน
- ตับอักเสบจากไวรัส พบได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยตับอักเสบจากไวรัส เอ จะพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และติดต่อได้จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป ส่วนตับอักเสบจากไวรัส บี พบได้ทั้งในเด็กเล็ก ซึ่งมักไม่มีอาการ จนกระทั่งถึงเด็กโต และผู้ใหญ่ที่อาจมีอาการรุนแรงขึ้น
- สามารถติดต่อได้ทั้งทางเลือด เพศสัมพันธ์ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป การที่เซลล์ตับถูกทำลายจะทำให้การทำหน้าที่ต่างๆ ของตับบกพร่องไป เกิดภาวะที่ร่างกายเจ็บป่วย และไม่สบายตามมา
- ไวรัสตับอักเสบ เอ และอี สามารถแพร่เชื้อได้ทางอาหาร น้ำดื่ม ผัก ผลไม้ รวมถึงสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ นอกจากนั้นระบบสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การขับถ่ายอุจจาระลงแหล่งน้ำ เป็นสาเหตุที่สำคัญมากของการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ และอี
- ไวรัสตับอักเสบทุกชนิด สามารถแพร่เชื้อผ่านทางเลือดได้
- ไวรัสตับอักเสบ บี ซี ดี และจี แพร่เชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ทางมารดาสู่ทารก ทางการได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด การใช้ของมีคมร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ การสัก การเจาะหู การฝังเข็ม เป็นต้น
อาการ
- สำหรับ อาการของโรคตับอักเสบ โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะมีไข้นำมาก่อน ร่วมกับอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย บางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ต่อมาจะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นโรคดีซ่านนั่นเอง ถ้ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์
- อาการของผู้ป่วยตับอักเสบแตก ต่างกันไปในแต่ละคน บางคนจะมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อ่อนเพลีย ในบางคนจะมีอาการตัวเหลือง ตาขาวเป็นสีเหลืองร่วมด้วย หรือบางคน จะมีอาการมากกว่านั้น เช่น เป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน เบื่ออาหาร
- บางรายมีอาการปวดท้องที่ตำแหน่งชายโครงด้านขวา ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด อาจพบว่ามีอาการคันตามผิวหนัง หรือผื่นลมพิษก็เป็นได้
ไวรัสตับอักเสบ เอ
1.ภาวะ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มักปรากฏอาการในเด็กโตและผู้ใหญ่มากกว่าในเด็กเล็ก 2.ผู้ป่วยมักสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสไปในระยะยาว และหายจากโรคอย่างสมบูรณ์ ไม่เป็นพาหะเรื้อรัง 3.ปัจจุบันมีการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ในเด็กแรกเกิด
ไวรัสตับอับเสบ บี
1.ผู้ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในเด็ก
2. ส่วนใหญ่หายได้เอง ส่วนน้อยกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังและเป็นพาหะของโรคหรือมีภาวะตับแข็ง 3.ปัจจุบันมีการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี ตั้งแต่แรกเกิด
ไวรัสตับอักเสบ ซี
1.ไม่ค่อยพบภาวะการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ผู้ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ กลายเป็นผู้ป่วยติดเชื้อเรื้อรัง นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ 2.เป็นสาเหตุที่สำคัญของตับอักเสบที่เกิดภายหลังการได้รับเลือดหรือส่วน ประกอบของเลือด 3.ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี
ไวรัสตับอักเสบดี
1.เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี ไม่สามารถพบชนิดเดียวได้ 2.แต่สามารถก่อให้เกิดอาการตับอักเสบที่รุนแรงมากกว่าชนิดอื่น
ไวรัสตับอับเสบ อี
1.ยังไม่พบว่ามีการระบาดในประเทศไทย แต่มีการระบาดอย่างหนัก แล้วในประเทศเพื่อนบ้าน
หลายประเทศ เช่น พม่า อินเดีย บังคลาเทศ
2.จึงเป็นไวรัสตับอักเสบที่ควรมีแผนการเฝ้าระวัง เนื่องจากมีการเดินทางเข้าประเทศของประชาก
รประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เป็นจำนวนมาก
ไวรัสตับอักเสบ GB virus-C และไวรัสตับอักเสบ จี
1.ไวรัสทั้งสองชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกัน และถูกค้นพบในเวลาเดียวกัน
2 ติดต่อทางเลือด และทางเพศสัมพันธุ์
3. การติดเชื้อ GBV-C ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาโรคเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสเพิ่มมากขึ้น และพบว่าในหลอดทดลอง GBV-C สามารถยับยั้งการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวีได้ แต่ยังไม่สามารถอธิบายกลไกที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวได้
ไวรัสตับอักเสบ TT
1.พบได้บ่อยในประเทศญี่ปุ่น โดยตรวจพบในเลือดบริจาคมากถึงร้อยละ 12ในประเทศไทยตรวจพบเชื้อ TTV ในอาสาสมัครสุขภาพดีเพียงร้อยละ 6 และพบว่าการติดเชื้อ TTV มีผล
2. ทำให้เอ็นซัยม์ตับเพิ่มขึ้น
3. ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่า TTV เกี่ยวข้องกับโรคตับชนิดต่างๆหรือไม่ เพราะยังขาดหลักฐานที่ชัดเจนที่แสดงว่า TTV เป็นสาเหตุของการเกิดโรคตับจริง
ไวรัสตับอักเสบ SEN
1.เป็นไวรัสใน family ใหม่ มีความสัมพันธ์กับ TTV ถูกค้นพบครั้งแรกในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าหลอดเลือด
2. ข้อมูลในประเทศไทย พบไวรัส SENV-D และ -H ในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ร้อยละ 25 พบในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ร้อยละ 42 และพบในผู้บริจาคโลหิต ร้อยละ 5
3. การศึกษาในปี 2003 พบว่าการติดเชื้อ SENVs ไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับในคนไทย
การวินิจฉัย
ปัจจุบัน มีวิธีตรวจสอบเสี่ยงหาเชื้อไวรัสตับอักเสบหลายวิธี ทั้งตรวจระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีอาการก็สามารถตรวจสอบได้ว่า เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบหรือไม่
การรักษา
ปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะเป็นการรักษาตามอาการ สิ่งที่ผู้ป่วยควรทราบ คือ หลีกเลี่ยงยารับประทานที่อาจทำให้ภาวะตับอักเสบ
โดยทั่วไปรักษาตามอาการ หลีกเลี่ยงยารับประทานที่อาจนำให้ภาวะ
ตับอักเสบรุนแรงขึ้น นอนพักผ่อนให้มาก เมื่อผู้ป่วยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ภูมิต้านทานโรคในร่างกายจะเพิ่มขึ้น อาการป่วยไข้ที่เป็นอยู่ก็จะดีขึ้นในไม่ช้า
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคตับอักเสบ
การป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อ
เนื่อง จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ เป็นเชื้อที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปของมนุษย์ เช่น เชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ และอาหารของมนุษย์ เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์
จากการดำรงชีวิตตามธรรมชาติ จากแม่สู่ทารก จากการใช้เข็มฉีดยาในผู้ติดยาเสพติด การฝังเข็ม หรือแม้แต่ในวงการเสริมความงาม เช่น การสัก การเจาะหู การใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่นที่มีเชื้อในกระแสเลือด เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ รวมถึงการรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดจากผู้บริจาค ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถทำให้เกิดการติดต่อและแพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็น
ต้องป้องกันที่สาเหตุ ตามแนวทางต่อไปนี้
- น้ำดื่มควรได้รับการต้มให้เดือดเป็นเวลา 20 นาที ก่อนใช้บริโภค เชื้อไวรัสตับอักเสบทุกชนิดจะตายที่ความร้อน 100 องศาเซลเซียส
- อาหาร ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน โดยเฉพาะอาหารที่มาจากแหล่งน้ำทั้งสัตว์ และพืช ผู้ประกอบอาหารต้องรักษาความสะอาดด้วยการล้างมือ หรือสวมถุงมือขณะประกอบอาหาร แหล่งผลิตอาหารสดต้องได้รับการควบคุม เช่น การสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ เป็นต้น
- สถาน พยาบาล หน่วยงาน รวมถึงบ้านอยู่อาศัย ควรมีการควบคุมแหล่งแพร่เชื้อ โดยเฉพาะเลือด น้ำลาย สิ่งขับถ่าย และเครื่องมือเครื่องใช้ของผู้ป่วย สำหรับเข็มฉีดยา เข็มเจาะเลือด โดยต้องทำลายฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี โดยการเผา การนึ่งฆ่าเชื้อด้วยความดัน การอบแห้งที่ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือการต้มเดือด เป็นเวลา 20 นาที
- ให้ ความรู้แก่ประชาการในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้อยู่อาศัยใกล้แหล่งน้ำหรือในแหล่งที่ระบบสุขอนามัยไม่ดี ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยา หรือมารดาที่ตั้งครรภ์ เป็นต้น เพื่อให้ทราบถึงวิธีการติดเชื้อ
- การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบในเลือดผู้บริจาคทุกยูนิต
- การ ให้ภูมิคุ้มกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือการฉีดวัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ 2 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบ เอ และไวรัสตับอักเสบ บี สามารถให้ได้ในผู้ที่ยังไม่เคยคิดเชื้อมาก่อน โดยก่อนการให้วัคซีนต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ และตรวจเลือดเพื่อดูว่าเคยได้รับเชื้อมาก่อนหรือมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วหรือ ไม่ ถ้ายังไม่เคยติดเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันจึงจะให้วัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี ที่ให้ในทารกตั้งแต่แรกเกิด
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ


