จากการศึกษาของศูนย์วิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ความฝันมีความสัมพันธ์กับทารกหลายประการคือ
1.เนื่อง จากเด็กต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อเรียนรู้มากก็ต้องเก็บความจำมาก มีทฤษฎีที่ว่าเมื่อต้องเก็บความจำมาก กลางคืนก็จะเก็บไปฝัน ดังนั้นในหนึ่งคืน เด็กจึงอาจหลับฝันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นกลไกความฝัน ยังเป็นการถ่ายทอดข้อมูลจากการเก็บความจำระยะสั้น ไปเก็บไว้ยังส่วนต่างๆ ของสมองอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำระยะยาวต่อไป
2.ความ ฝันเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของทารก เพราะระหว่างนอนฝัน เซลล์หลายกลุ่มในสมองและร่างกายส่วนต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและชีวเคมี เช่น ระบบต่อมไร้ท่อจะขับฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตที่หลั่งจากต่อมใต้สมองใน เวลาหลับ
ในช่วงที่นอนฝันยังมีกลไกที่ทำให้เซลล์ได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การหลับฝันของเด็กต่างกับการหลับฝันของผู้ใหญ่ซึ่งจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ โดยจะเหลือการนอนฝันเพียง 25% จึงมีผู้ตั้งสมมติฐานว่า เหตุที่ร่างกายของผู้สูงอายุเสื่อมสภาพลง อาจเพราะมีการหลับฝันน้อยลง ทำให้การซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอบกพร่อง และทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
3.การฝันเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อและระบบสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย
4.ความ ฝันทำให้เกิดความแปลกขึ้นทางสรีรวิทยา คือ ปกติร่างกายของคนเราจะควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ระดับ 37 องศาเซลเซียส แต่ขณะหลับฝัน ระบบประสาทจะไม่มีการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย จึงทำให้อุณหภูมิต่ำลงได้ ดังนั้นหากหลับในห้องที่มีความเย็น จึงควรระวังให้ร่างกายของเด็กอบอุ่นอยู่เสมอ
ความ ฝันของเด็กจะแตกต่างจากความฝันของผู้ใหญ่ในเรื่องของความซับซ้อน หากเป็นความฝันที่เกิดจากสภาพแวดล้อม และสภาพร่างกาย เด็กย่อมมีความรู้สึกต่างๆ ได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ตัวอย่างฝันร้ายและปัญหาทางจิตของผู้ป่วยบางคน จิตแพทย์วิเคราะห์ว่าเกิดจากประสบการณ์ความเจ็บปวดระหว่างคลอด หรือแม้แต่การขลิบอวัยวะเพศสดๆ ตอนคลอด โดยไม่ใช้ยาระงับปวด
แต่หากเป็นความฝันที่เกิดจากประสบการณ์ทางจิตและความคิด ถึงแม้เด็กจะมีอารมณ์ความรู้สึกเบื้องต้นในเรื่องความรัก ความอบอุ่น ความว้าเหว่ แต่อาจไม่มีความฝันที่ซับซ้อนแบบผู้ใหญ่
การที่เด็กนอนสะดุ้งตื่นอาจถือเป็นเรื่องปกติหากเกิดขึ้นเป็นครั้ง คราว แต่หากเกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ควรหาสาเหตุ เช่น สังเกตว่าในเวลากลางวันมีอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางจิตใจและ ร่างกายที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย จนเก็บไปฝันร้ายหรือไม่
หรือเด็กมีความผิดปกติในเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เช่น อาหารไม่ย่อย เนื่องจากสารอาหารบางอย่างอาจไปกระตุ้นประสาท ความฝันเกี่ยวข้องกับสารเคมีบางอย่างในระบบประสาท หากกินอาหารที่ไปเพิ่มสารเคมีดังกล่าว ก็จะทำให้ความสมดุลของสารเคมีนั้นผิดไป และอาจทำให้เกิดฝันร้าย หากเป็นเด็กเล็กๆ อาจเป็นเพราะนมไม่ย่อย เด็กบางคนแพ้นมวัว หรือแพ้สารบางอย่างในอาหารเสริม
หากเด็กนอนฝันและสะดุ้งตื่น แล้วมีอาการหวาดกลัว ตกใจ หายใจแรง เหงื่อออก งอแง นั่นเป็นสัญญาณว่าช่วงการหลับฝันของเด็กเกิดภาวะที่เขาปรับตัวไม่ได้ เขาจึงสะดุ้งตื่น เด็กต้องการการปลอบใจและความอบอุ่น หากทำให้เขารู้สึกว่ามีที่พึ่ง เขาก็จะนอนหลับต่อไปได้
วิธี ทำให้เด็กนอนหลับฝันดี ก็คือ ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ รักษาสภาพแวดล้อมให้น่านอน เช่น ที่นอนสะอาด ห้องนอนมืดและเงียบ อากาศถ่ายเท อุณหภูมิห้องไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
นอกจากนี้ ยังต้องให้เขาสบายใจ ผู้ใหญ่บางคนมักขู่ให้เด็กกลัวความมืด ทิ้งให้อยู่คนเดียว หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขากลัว เช่น เสียงตุ๊กแกร้องหรือแม้แต่รูปภาพบนผนัง ก็อาจทำให้เด็กวิตกกังวลได้
ความอุ่นใจที่ได้รับ การสัมผัสที่อ่อนโยน การมีใครอยู่ข้างๆ ส่งเขาเข้านอน แสดงถึงความห่วงใยของพ่อแม่ จะทำให้เด็กนอนหลับฝันดีค่ะ
เอมอร คชเสนี ผู้จัดการออน์ไลน์
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|


