วิตามินบี 3 (NAICIN)
วิตามินบี 3 ส่วนใหญ่นิยมเรียกไนอะซิน (Niacin) จัดเป็นวิตามินละลายในน้ำ เป็นวิตามินหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บีรวม (B Complex) มีสภาพคงทนมากกว่า วิตามิน บีหนึ่ง และ บีสอง หลายเท่าตัว ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น วิตามินบี 3 (Niacin) ได้โปรตีนเรียกว่า ทริพโตฟาน (Tryptophan) ซึ่งเป็นสารต้นตอจะถูกเปลี่ยนภายในตับ วิตามินบี 3 และทริพโตฟาน (Tryptophan)พบในเนื้อไม่มีมัน เป็ด ไก่ ปลา ตับ วัว กุ้งเจ่า ผลิตผลจากจมูกข้าวสาลี ข้าวสาลี ถั่วแห้ง ถั่วสด บริวเวอร์ ยีสต์ และผักสีเขียวต่าง ๆ โดยเฉพาะผักชะอม ผักกระถิน มะแว้ง ใบชะพลู ใบทองหลาง ใบยอ และเห็ด หน้าที่ต่อร่างกายช่วยน้ำย่อยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตและช่วยร่างกายในการใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ,ช่วยในการไหลเวียนของโลหิตภายในร่างกาย ,ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด ,เป็นตัวสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานเป็นปกติ , วิตามินบี 3 ควบคุมรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อหนังในระบบการย่อย,เป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนสืบพันธุ์ (Reproductive Hormone) ไฮรอกซินและอินซูลิน ,ช่วยให้จุลินทรีย์ในลำไส้เจริญงอกงาม ถ้าขาด วิตามินบี 3 ผิวหนังอักเสบเป็นจ้ำ ๆ สีม่วง เรียกว่า เพลลากร้า (Pellagra) และเกิดการอักเสบของลิ้นมีอาการร้อนวูบวาบ และคันตามผิวหนังการทำงานของกระเพาะลำไส้ไม่อยากรับประทานอาหาร อาหารไม่ย่อย และระบบประสาทผิดปกติ เมื่อย ปวดประสาท และปลายประสาทอักเสบ (Neuritis)รู้สึกอ่อนเพลีย ซึมเศร้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ หวาดกลัว ความจำเสื่อม คลุ้มคลั่ง เจ็บปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เป็นที่ แน่นอน น้ำหนักตัวลด ลิ้นเป็นฝ้า แผลเปื่อยเน่า ลมหายใจเหม็น ปวดศีรษะเรื้อรัง
o ไน อาซินหรือ วิตามินบี 3 เป็นวิตามินตัวเดียวที่ร่างกายสังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโน คือ Tryptophan ในอัตราส่วน Tryptophan 60 มก. ต่อไนอาซิน 1 มก. การคิดปริมาณไนอาซินในอาหารเรียกว่า Niacin equivalent ซึ่งนำเอาปริมาณ Tryptophan มาคิดด้วย
o ไนอาซินเป็นสารละลายในน้ำ ถ้าเป็นผลึกจะมีสีขาว ไม่มีกลิ่นมีรสขม สูตรของมันคือ C6H5O2N มีความทนทานต่อความร้อน แสงสว่าง กรด ด่าง และการออกซิไดส์ ไนอาซินจะละลายได้ 16 กรัมต่อน้ำ 1 ซีซี สารที่มีคุณสมบัติป้องกันและรักษาโรค เพลลากรามี 2 อย่างคือ กรดนิโคตินิก และนิโคตินาไมด์ ( Nicotinicid , Nicotinamide ) เพราะร่างกายนำไปใช้ได้เหมือนกัน นิโคตินาไมด์ ละลายน้ำ และแอลกอฮอล์ได้ดีกว่ากรดนิโคตินิก และละลสยได้ในอีเทอร์ และไนอาซินทนต่อแสงและความร้อนได้ดี สูตรโครงสร้างของ Nicotinic acid และ Nicotinamide
o ประวัติ
+ คศ. 1730 มีการสังเกตุกันว่ามีโรคผิวหนังชนิดหนึ่งเรียกว่า Mal de la Rosa อาการที่ปรากฏคือ ผิวหนังแห้ง แตก มีสีเป็นสีแดงกุหลาบ จะพบมากในหมู่คนจน ประเทศสเปญ อเมริกาใต้ อิตาลี ซึ่งเป็นพวกที่กินทอร์ทิลาร์ ( tortila ) เป็นอาหารหลัก ( ทอร์ทิลาร์ คือข้าวโพดแช่ในน้ำด่าง เมื่อนิ่มแล้วเอาแต่กากขึ้นมาตีเป็นแผ่นกลมๆ ) แต่โรคนี้มีอาการเกิดเป็นฤดู
+ คศ. 1771 พบในอิตาลี อาการอย่างเดียวกันตั้งชื่อโรคนี้ว่า เพลลากรา( pellagra )
pella = ผิวหนัง
agra = หยาบ
+ คศ. 1795 เคอร์รี ( Cerri ) ทดลองกับคนที่เป็นโรคนี้มาแล้ว และนำมาทำให้เป็นโรคอีก คือ ให้กินอาหารข้าวโพด แล้วทำการรักษาให้หายโดยใช้อาหารผสม เขาได้ตั้งข้อสังเกตุว่าการเป็นโรคอาจเนื่องจาก เป็นโรคติดเชื้อหรือเป็นจากอาหารคือในข้าวโพดมีสารเป็นพิษหรือเป็นโรคที่ เป็นกันตามฤดูกาล
+ คศ. 1920 โกลด์เบอร์เกอร์ ( Goldberger ) และคณะแสดงให้เห็นว่า เพลลากรา ( pellagra) รักษาให้หายได้ด้วย อาหารเนื้อสัตว์ หรือน้ำสกัดจากยีสต์ ซึ่งไม่มีโปรตีนแสดงให้เห็นว่าโรคนี้เกิดจากการขาดสารอาหารอื่นที่ไม่ใช่ โปรตีนป้องกันได้ด้วยสารที่ใช้ป้องกัน เพลลากรา ( pellagra perventing factor , P.P. factor )
+ คศ. 1937 Elvehjem ประสบความสำเร็จในการสกัดไนอาซิน หรือ P.P. factor นี้จากตับ
+ คศ. หนึ่ง. 1946 1947 มีผู้ค้นพบว่าทริปโทเฟน ถูกขับออกมาทางปัสสาวะจะพบ เอ็น-เมทิล-ไนอาซินนาไมด์ ( N-methyl niacinamide ) ออกมาด้วย จึงสรุปว่าสารสองสารนี้เกี่ยวข้องกันและสรุปต่อไปว่า สาเหตุของเพลลากรา คือ การขาดไนอาซิน และ ขาดสารแรกเริ่มของไนอาซิน
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o เป็น ส่วนประกอบของเอนไซม์นิโคตินาไมด์อะดินินไดนิวคลีโอไทด์ ( nicotinamide adenine dinucleotidw , NAD ) และนิโคตินาไมด์ อะดินีนไดนิวคลีโอไทด์ฟอสเฟต ( Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate , NADP ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาหลายอย่างในร่ากาย เช่น NAD เป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในกระบวนการไกลโคลิซีส (glycolysis ) และกระบวนการขนถ่ายอิเล็กตรอนในลูกโว่ของการหายใจของเซลล์ และ NADP เป็นโคเอไซม์ในปฏิกิริยาการสังเคราะห์กรดไขมัน และคอเลสเทอรอล และเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเฟนิลอะลานีนไปเป็นไทโรซีน
o ช่วยบำรุงสมองและประสาท
o ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร
o จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ
o ช่วยลดระดับ คอเลสเทอรอลในเลือด
* แหล่งที่พบ
o แหล่งของไนอาซินในอาหาร มีในอาหารทั่วไปที่ได้จากสัตว์และพืช แหล่งที่มีมาก เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ถั่ว ข้าว เครื่องในสัตว์ แหล่งที่มีปานกลาง มันฝรั่ง ธัญพืช แหล่งที่มีน้อย น้ำนม ไข่ ผักและผลไม้ แต่น้ำนมและไข่มีทริปโทเฟน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นกรดนิโคตินิกได้
o แบคทีเรียในลำไส้สังเคราะห์กรดนิโคตินิกได้ แต่เข้าใจว่าน้อยและไม่ได้เป็นแหล่งให้วิตามินที่สำคัญของร่างกาย
* ปริมาณที่แนะนำ
o National Research Council แนะนำไว้ว่า ปริมาณที่ควรจะได้รับให้ยึดเอาปริมาณพลังงานและโปรตีนที่บริโภคเข้าไปมักจะ นิยมใช้คำว่า niacin equivalent ซึ่งรวมถึงปริมาณไนอาซินที่บริโภคในอาหารและที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ ซึ่งประมาณว่าควรที่จะบริโภค 6.6 มิลลิกรัมต่อ 1000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน และเนื่องจาก ทริปโทเฟนสามารถเปลี่ยนไปเป็นไนอาซิน ได้โดยที่ 60 มิลลิกรัมของ ทริปโทเฟน จะให้ไนอาซิน 1 มิลลิกรัม ดังนั้นปริมาณที่แนะนำให้บริโภคแต่ละวันคือ
ทารก 6 - 8 มิลลิกรัม / วัน
เด็ก 9 -18 มิลลิกรัม / วัน
ผู้ใหญ่ 13 -19 มิลลิกรัม / วัน
หญิงตั้งครรภ์ +2 มิลลิกรัม / วัน
หญิงให้นมบุตร +5 มิลลิกรัม / วัน
o เมื่อ การเมแทบอลิซึมภายในร่างกายเพิ่มขึ้น ความต้องการไนอาซินจะเพิ่มขึ้น เช่น เป็นไข้ บาดเจ็บ เด็ก ในระยะกำลังเจริญเติบโต และหลังจากออกกำลังกายเป็นต้น
* ผลของการขาด
o การขาดไนอาซินจะทำให้เกิดโรคเพลลากรา ( pellagra ) เนื่องจากการขาดไนอาซินหรือได้รับไนอาซินน้อยเกินไป อาการของโรคในระยะแรกคือ จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย และต่อมาจะมีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผิวหนังและประสาท
o อาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร มีอาการเบื่ออาหาร ปาก ลิ้น อักเสบ ลิ้นแดงบวม ปวดท้อง ท้องเดิน ( diarrhea ) ความผิดปกติที่ปากและลิ้นคล้ายคนที่ขาดวิตามินบีสอง
o อาการทางผิวหนัง ( dermatitis ) คือผิวหนังอักเสบแบบเดียวกันทั้งสองข้างของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด ความร้อน เช่นที่มือ แขน หน้า ลำคอ และเท้า ตอนแรกจะเป็นผื่นแดงคล้ายถูกแดดเผา ถ้าไม่รีบรักษา ผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แห้งแตกเป็นเกล็ดและลอก ถ้าถูกแสงแดด หรือถูกความร้อนจะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น
o อาการทางประสาท ( newrologic symotoms ) จะมีอาการปวด มึนศรีษะ หงุดหงิด นอนไม่หลับ กังวล ซึมเศร้า ความจำเสื่อมและสับสน มีอาการแบบประสาทหลอนและถ้าเป็นมากอาจวิกลจริต ( dementia )
o การขาดไนอาซินอย่างมากนี้รวมเรียกว่า pellagra ซึ่งอาการที่ปรากฏรวมเรียกว่า 4 D S คือผิวหนังอักเสบนอกร่มผ้า ( dermatitis ) ท้องเสีย ( diarrhea ) อาการทางจิตและประสาท ( dementia ) และตาย ( death ) อาการเหล่านี้จะปรากฏภายหลังอาการแรกเริ่มประมาณ 5 เดือน
* ผลของการได้รับมากไป
o ยัง ไม่ทราบผลที่แน่ชัดแต่ว่าถ้าได้รับในปริมาณมากคือ 100 มิลลิกรัม หรือมากกว่า จะมีผลข้างเคียง ( side effect ) เนื่องจากทำให้ฮีสตามีนออกมา คือ ผิวหนังจะคันและแดง แต่จะเป็นประมาณ 15 นาที อาการจะหายไป และการกิน Nicotinic acid วันละ 3 9 กรัม จะทำให้มีการใช้Glycogen ที่เก็บอยู่ในกล้ามเนื้อ ไขมันในซีรัมลดลง ลดการดึง Fatty acid จาก Adipose tissue มาใช้ และก่อให้เกิด Vascular dilation หรือ Flushing
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ การ ดูดซึมกรดนิโคตินิกและนิโคตินาไมด์ในอาหารจะถูกดูดซึมได้ง่ายที่ลำไส้เล็ก เมื่อเข้าไปในร่างกาย เนื้อเยื่อต่างๆ จะนำไปสังเคราะห์ นิโคตินาไมด์ อะอินีนไดนิวคลืโอไทด์ ( NAD ) และนิโคตินาไมด์อะดินีนไดนิวคลีโอไทด์ฟอสเฟต ( NADP ) ไนอาซินส่วนที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะถูกกำจัดออกมาทางปัสสาวะในรูป ของ เอ็นเมทิลนิโคทินาไมด์และเอ็นเมทิลไพริโดน ( N-methyl nicotinamide and N- methypyridone )
+ ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ไนอาซินได้เองจาก ทริปโทเฟน โดยที่ 60 มิลลิกรัมของ ทริปโทเฟน จะได้ไนอาซิน 1 มิลลิกรัม
+ ใน การเมแทบอลิซึมที่สมบูรณ์ของทริปโทเฟน ต้องใช้ไพริดอกซาลฟอสเฟต ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีวิตามินบี 6 เป็นองค์ประกอบ ช่วยน้ำย่อยในการเร่งปฏิกิริยาเมแทบอลิซึมของทริปโทเฟนให้ดำเนินตามปกติ ถ้าขาดวิตามินบี 6 จะเกิดกรดแซนทูรินิก ( Xanthurunic acid ) แล้วขับออกมาทางปัสสาวะ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ในการตรวจค่าวิตามินบี 6 และจะขาดไนอาซินตามมา
o อาหารหรือสารต้านฤทธิ์
+ การ บริโภคข้าวโพดหรือข้าวฟ่าง คนที่บริโภคข้าวโพดหรือข้าวฟ่างเป็นอาหารหลัก มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพลลากรา เพราะข้าวโพดมีทริปโทเฟนต่ำ และไนอาซินในข้าวโพดอยู่ในสภาพที่ไปรวมตัวกับสารอื่น ซึ่งร่างกายของคนไม่มีน้ำย่อยที่จะย่อยไนอาซินออกไปอยู่ในรูปอิสระเพื่อจะ ได้ไปดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนข้างฟ่างถึงแม้มีไนอาซินเพียงพอ และปริมาณทริปโทเฟนที่มีอยู่ไม่ต่ำ แต่ข้าวฟ่างมีลูซีนสูง เช่นเดียวกับข้าวโพด ซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงไนอาซินเป็น NAD และ NADP ทำให้เกิดการขาดไนอาซินได้
+ การดื่มสุราเป็นประจำ ผู้ที่ดื่มสุราเรื้อรังทำให้ร่างกายดูดซึมไนอาซินได้น้อยลง และมีโอกาสรับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย
+ การย่อยและการดูดซึมอาหารผิดปกติ ผู้ที่เป็นวัณโรคของลำไส้ โรคลำไส้อักเสบ จะทำให้มีการย่อยและดูดซึมไนอาซินน้อยลง
+ การ เป็นโรคขาดโปรตีนและพลังงาน คนที่เป็นโรคขาดโปรตีนและพลังงาน นอกจากอาหารที่ได้รับจะมีไนอาซินและทริปโทเฟนต่ำแล้ว การดูดซึมไนอาซินของร่างกายจะลดลงด้วย รวมทั้งประสิทธิภาพในการเปลี่ยนไนอาซินไปเป็น NAD และ NADP ก็ลดลงเช่นกัน
o การประเมิน
+ ไน อาซินถูกสังเคราะห์ขึ้นได้ในร่างกายจากกรดอมิโนจำเป็น trytophan การสังเคราะห์ที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างเช่น ฮอร์โมน และสารอาหารอื่นๆเมื่อร่างกายขาดวิตามินบีหกและวิตามินบีสองจะทำให้การ สังเคราะห์ไนอาซินเกิดขึ้นได้น้อยลง ไนอาซินมีใน่ซลล์ร่ากายทุกๆเซลล์ มีเซลล์เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่สามารถเก็บไนอาซินไว้ใช้ได้ทั้ง nicotinic acid และ nicotinamide รวมทั้ง metabolite อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง N-methynicotinamide และ 2-pyridone จะถูกขับถ่ายออกมาในปัสสาวะ
+ ระดับ coenzyme NAD และ NADP ในเลือดจะไม่เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของวิตามินไนอาซินเพราะความเข้มข้นของ NAD และ NADP จะลดลง เนื่องจากการเจ็บป่วยอื่นๆด้วย ซึ่งไม่กี่ยวกับไนอาซินที่ได้รับจากอาหาร การประเมินจึงหันมาใช้ metabolite ของไนอาซินในปัสสาวะแทน metabolite ที่นิยมวัดในปัสสาวะมากที่สุดคือ N-methylnicotinamide ( NMN ) เมื่อพบระดับในปัสสาวะต่ำจะแปลผลได้ว่ามีการขาดไนอาซิน
+ การวิเคราะห์ปริมาณ NMN ในปัสสาวะ นิยมใช้วิธีการเก็บปัสสาวะในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมงเป็นต้นขณะเดียวกันก็วิเคราะห์ปริมาณ เครอาตินินด้วย และแปลผลโดยการเปรียบเทียบกับค่าเครอาตินิน ( NMN/creatinine; mmol NMN/mol creatinine ) ส่วน metabolites ในปัสสาวะอีกชนิดหนึ่งคือ 2-pyridone ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะวิธีการที่ใช้วิเคราะห์ยังทำได้ยากและไม่น่าเชื่อถือ นัก นักวิจัยบางคนจะใช้สัดส่วนของ metabolites 2 ชนิดนี้ ในการแปลผลภาวะโภชนาการของไนอาซิน ในปัจจุบันนี้สามารถวิเคราะห์ metabolites ของไนอาซินในปัสสาวะได้อย่างถูกต้องแม่นยำโดยใช้เครื่องมือ High performance liquid chromatography


