ศูนย์สุขภาพและโภชนาการไทย

ศูนย์ สุขภาพ และ โภชนาการ ไทย

Thursday
Feb 09th

Home โภชนาการ วิตามิน วิตามินบี 9 (FOLIC ACID)

วิตามินบี 9 (FOLIC ACID)

อีเมล พิมพ์ PDF

วิตามินบี 9  (FOLIC ACID)
วิตามินบี 9 ส่วนมากรู้จักกันในชื่อ กรดโฟลิค ( FOLIC ACID )
วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำ (WATERSOLUBLE) และจัดอยู่ในเครือของวิตามินบีรวม และบางครั้งเราเรียกว่า โฟเลท โฟลาซิน หรือเทอโรอิลกลูทาเมท กรดโฟลิค หรือ วิตามินบี 9  กรดโฟลิคเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่พบว่ามักจะขาดบ่อยมากในอาหารธรรมดาของเรา แต่ถ้ามีมากจะถูกเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น มีมากที่สุดในผักสีเขียวจัด หน้าที่ของ วิตามินบี 9 ต่อร่างกายที่รู้จักกันทั่วไปก็คือกรดโฟลิคช่วยร่างกายในการสร้างเม็ดเลือด แดง โดยที่จะไปช่วยไขกระดูก ( BONE MARROW ) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง และควบคุมการทำงานของสมอง และอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปกติสมบูรณ์ ทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้นและยังช่วยในการเผาผลาญ RNA ( RIBONUCLEIC ACID ) และ DNA ( DEOXYRIBONUCLEIC ACID ) ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนของการสร้างโลหิต สร้างเซลล์ และการถ่ายทอดปัจจัยทางพันธุกรรม และทำหน้าที่ร่วมกับวิตามิน บี12 รวมทั้งการสร้างภูมิต้านทานโรคในต่อมไธมาส ( THIMAS ) ให้แก่เด็กเล็ก และเด็กเกิดใหม่ความต้องการของร่างกายจะต้องการเพิ่มมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ดังนั้นสตรีมีครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิค จะช่วยทั้งแม่และเด็กในครรภ์ให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ กับทั้งยังเป็นหลักประกันได้ว่าไม่เกิดโรคโลหิตจางที่เรียกว่า   เมกกาโลบลาสติค ( MEGALOBLASTIC ANAEMIA )   เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติและรูปร่างไม่เท่ากัน และเม็ดเลือดแดงนั้นๆ อายุสั้นตายก่อนกำหนดพบบ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์ อีกด้วยองค์การอนามัยโลก มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าประมาณหนึ่งในสาม ถึงครึ่งหนึ่งของสตรีมีครรภ์ก่อนคลอด 3 เดือน จะเป็นโรคขาดกรดโฟลิค ถึงนอกจากจะทำให้แม่และเด็กไม่สมบูรณ์แล้วยังอาจทำให้เด็กในครรภ์พิการ เพดานในปากโหว่ สมองเสื่อมได้อีกด้วยขาดเกิดภาวะโลหิตจาง ร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน เกิดแผลที่มุมปากชนิดที่เรียกว่า   ปากนกกระจอก 

    * ข้อมูลทั่วไป
          o  วิตามินบี 9  ส่วนมากรู้จักกันในชื่อ กรดโฟลิค ( FOLIC ACID ) วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำ ( WATERSOLUBLE ) และจัดอยู่ในเครือของวิตามินบีรวม และบางครั้งเราเรียกว่า โฟเลท โฟลาซิน หรือเทอโรอิลกลูทาเมท กรดโฟลิค หรือ วิตามินบี 9  นี้ จะถูกทำลายได้ง่ายในแสงสว่าง และเมื่ออยู่ในสภาพที่มีความร้อนสูง 32 องศาเซลเซียสหรือทิ้งไว้นานๆในห้อง โฟลิคก็จะถูกทำลาย
          o กรดโฟลิคเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่พบว่ามักจะขาดบ่อยมากในอาหารธรรมดาของเรา แต่ถ้ามีมากจะถูกเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น

 

 

    * ประโยชน์ต่อร่างกาย
          o กระตุ้น ถุงน้ำดีให้บีบตัวแรงขึ้น เพิ่มพลังผลิตน้ำดีทำให้การย่อยไขมัน และการดูดซึมไขมันดีขึ้น โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็นเช่น แคโรทีน และวิตามินเอ ดี อี และวิตามินเค
          o การใช้น้ำตาล และกรดอะมิโน ร่างกายจำเป็นต้องมีกรดโฟลิคช่วยในกระบวนการนี้
          o กรดโฟลิคช่วยร่างกายในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยที่จะไปช่วยไขกระดูก ( BONE MARROW ) ให้ผลิตเม็ดเลือดแดง
          o ทำหน้าที่คล้ายน้ำย่อยทำงานร่วมกับวิตามินบี12 และวิตามินซี เผาผลาญโปรตีน และใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
          o เป็น ตัวสำคัญในการสร้าง NUCLEIC ACID ซึ่งจำเป็นสำหรับขั้นตอนในการเจริญเติบโตของร่างกาย และสร้างเซลล์ทั้งหลายให้กับร่างกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม
          o ควบคุมการทำงานของสมอง และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพที่ดีของสมอง และอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปกติสมบูรณ์
          o ทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้น
          o กระตุ้น การผลิตกรดไฮโดรคลอริค ( HYDROCHLORIC ACID ) ซึ่งช่วยในการป้องกันตัวกาฝากในลำไส้และป้องกันอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ของตับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
          o ช่วยในการเผาผลาญ RNA ( RIBONUCLEIC ACID ) และ DNA ( DEOXYRIBONUCLEIC ACID ) ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนการสร้างโลหิต สร้างเซลล์ และการถ่ายทอดปัจจัยทางพันธุกรรม และการทำหน้าที่ร่วมกับวิตามิน บี12 รวมทั้งการสร้างภูมิต้านทานโรคในต่อมไธมาส ( THMAS ) ให้แก่เด็กเล็ก และเด็กเกิดใหม่

 

    * แหล่งที่พบ
          o มี มากที่สุดในผักสีเขียวจัด ตับ และบริวเวอร์ยีสต์ นอกจากนี้ยังพบได้ในผลไม้สด ฟักทอง ถั่ว และเมล็ดต่างๆ อะโวคาโด แป้งข้าวสาลีทั้งเม็ด ( WHOLE WHEAT ) แป้งข้าวไรน์ แตงแคนตาลูป แครอท ไต ไข่แดง


    * ปริมาณที่แนะนำ
            ปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน
            ทารกแรกเกิด    0-1 ปี                0.03 - 0.045 มิลลิกรัม
            เด็กเล็ก        1 - 10 ปี                     0.1 - 0.3 มิลลิกรัม
            เด็กโต        11 - 18 ปี                            0.4 มิลลิกรัม
            ผู้ใหญ่                                                  4.0 มิลลิกรัม
          o สำหรับ สตรีมีครรภ์ ควรเพิ่มอีก 0.4 มิลลิกรัม และสตรีที่อยู่ในระหว่างการในนมเด็ก ควรเพิ่มอีก 0.2 มิลลิกรัม ผู้ที่รับประทานยาแอสไพริน ( ASPIRIN ) หรือวิตามินซีมากๆ ควรรับประทานกรดโฟลิคเพิ่ม


    * ผลของการขาด
          o โลหิตจาง เพราะขาดกรดโฟลิค ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตแดงและจำนวนเม็ดโลหิตขาวต่ำ
          o ร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน หรือต่อต้านโรคเนื่องจากไม่อยากรับประทานอาหาร
          o มีอาการลิ้นแดง ท้องร่วง และเกิดอาการผิดปกติในลำไส้
          o สตรี ที่ขาดกรดโฟลิคในขณะตั้งครรภ์ จะมีผลทำให้เด็กในครรภ์มีความคิดที่ผิดปกติ ( ในบ้านเราเด็กที่มีความคิดเช่นนี้จำนวนสูง ) จิตใจของเด็กไม่เติบโตเท่าที่ควร ปัญญาอ่อน
          o ทำให้ร่างกายเติบโตไม่เต็มที่ ผมหงอกเร็ว เฉื่อยชา เกียจคร้าน ขี้ลืม แก่เร็ว
          o เกิดแผลที่มุมปากชนิดที่เรียกว่า   ปากนกกระจอก 
          o เพลีย เหนื่อยอ่อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ มีอาการทางประสาทอ่อนๆ เช่น มีความคิดสับสน


    * ข้อมูลอื่นๆ
          o อาหารหรือสารเสริมฤทธิ์
                + วิตามินบีรวม ( B COMPLEX )
                + วิตามินบี12 โฟลิคจะทำงานได้ต้องอาศัยวิตามินบี 12 วึ่งคอยช่วยผลักดันกรดโฟลิคเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวของภูมิคุ้มกัน
                + ไบโอติน ( BIOTIN )
                + กรดแพนโทเธ็นนิค ( PANTOTHENIC ACID )
                + วิตามินซี ช่วยป้องกันไม่ให้ถูกทำลายในปฏิกิริยาทางเคมีกับออกซิเจน
                + กรดโฟลิคเมื่อรับประทานรวมกับพาบา และกรดแพนโทเธ็นนิค ( วิตามินบี 5 ) จะช่วยป้องกันผมหงอก
                + สตรี มีครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิค จะช่วยทั้งแม่และเด็กในครรภ์ให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ กับทั้งยังเป็นหลักประกันได้ว่าไม่เกิดโรคโลหิตจางที่เรียกว่า   เมกกาโลบลาสติค ( MEGALOBLASTIC ANAEMIA )   เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติและรูปร่างไม่เท่ากัน และเม็ดเลือดแดงนั้นๆ อายุสั้นตายก่อนกำหนดพบบ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์อีกด้วย
                + องค์การอนามัยโลก มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของสตรีมีครรภ์ก่อน คลอด 3 เดือน จะเป็นโรคขาดกรดโฟลิค ถึงนอกจากจะทำให้แม่และเด็กไม่สมบูรณ์แล้วยังอาจทำให้เด็กในครรภ์พิการ เพดานในปากโหว่ สมองเสื่อมได้อีกด้วย
          o อาหารหรือสารต้านฤทธิ์
                + ถ้าวิตามินบี2 หรือ RIBOFLAVIN อยู่ร่วมกับกรดโฟลิคขณะมีแสงสว่างมากระทบ จะทำให้กรดโฟลิคถูกรบกวนหรือถูกทำลาย
                + ถ้ารับประทานกรดโฟลิคจำนวนมาก และใช้เวลานานอาจทำให้มีการสูณเสียวิตามินบี12 ออกจากร่างกาย
                + ยาซัลฟา ( SULFA ) อาจจะรบกวนแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตกรดโฟลิค
                + แอมมิโนฟิริน ( AMINOPHERIN ) และสเตรพโตไมซิน ( STREPTOMYCIN ) ทำลายกรดโฟลิค
                + โรค ต่างๆ ที่มีอาการ อาเจียน ท้องร่วง และโรคสปรู ( โรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีอาการท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ปากคอเจ็บ อุจจาระร่วง น้ำหนักลด และโลหิตจาง ) จะกระทบกระเทือนการดูดซึมอาหารเข้าร่างกาย จะมีผลทำให้ร่างกายขาดกรดโฟลิคได้
                + ยาคุมกำเนิดอย่างเม็ด จะรบกวนการดูดซึมของกรดโฟลิคเช่นกัน
                + สุรา ยาระงับประสาท ( ANTICONVULSANTS ) และยาแก้ชักสำหรับรักษา ลมบ้าหมู ( PHENOBARBITAL ) อาจไปต้านฤทธิ์กับโฟลิคเมื่อไปพบแพทย์ควรบอกให้แพทย์ทราบ

     

 

Business Thailand
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจและข้อมูลการตลาด

ตั๋วเครื่องบิน
WorldwideAirfare.com บริการ ตั๋วเครื่องบิน ราคาถูก ทั่วโลก

ทำมาหากิน
เว็บของคนทำมาหากิน ข้อมูลตลาดนัด แฟรนไชส์ และอาชีพเสริมต่าง ๆ