ศูนย์สุขภาพและโภชนาการไทย

ศูนย์ สุขภาพ และ โภชนาการ ไทย

Sunday
Sep 05th
Home โภชนาการ วิตามิน วิตามินเค (MENADIONE)

วิตามินเค (MENADIONE)

อีเมล พิมพ์ PDF

vitamin kวิตามินเค (MENADIONE)

วิตามินเค เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในน้ำมัน นอกจากร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทานแล้ว ยังสามารถผลิตขึ้นเองได้ในลำไส้เล็ก เป็นวิตามินที่ทนต่อความเป็นกรด แต่ไม่ทนกรดแก่ ด่างที่ผสมแอลกอฮอล์ แสงสว่าง และสารเติมออกซิเจน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บในขวดสีน้ำตาลซึ่งทึบแสง อาหารที่มีวิตามิน เค ได้แก่ ผักกระเฉด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง สาหร่ายทะเล น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา ตับหมู นมวัว เนยแข็ง โยเกิร์ต ไข่แดง น้ำเหลืองอ้อย (Molasse) น้ำมันดอกคำฝอย และพืชผักที่มีใบสีเขียวอื่น ๆ เป็นแหล่งสำคัญทั้งนั้น และทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าแบคทีเรียในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ หน้าที่ของวิตามิน เคจำเป็นสำหรับการสร้าง โปรทรอมบิน (Prothrombin), เกี่ยวข้องกับขบวนการ ฟอสโฟริเลชั่น( Phosphorylation)ในร่างกาย,ช่วยในการทำงานของตับให้ทำงานที่อย่างมี ประสิทธิภาพ ถ้าขาดวิตามิน เคโลหิตไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล เลือดแข็งตัวช้า หรือ เลือดกำเดาออก มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เลือดออกที่ตา เลือดออกหลังผ่าตัด หรือคลอดก่อนกำหนด

 

    * ข้อมูลทั่วไป
          o วิตามิน เค เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในน้ำมัน นอกจากร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทานแล้ว ยังสามารถผลิตขึ้นเองได้ในลำไส้เล็ก โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติอีกทางหนึ่งด้วย ครึ่งหนึ่งของวิตามิน เค มีใช้ในร่างกายจะถูกผลิตขึ้นโดยแบคทีเรียที่มีอยู่ในลำไส้
          o วิตามิน เค จากธรรมชาติ มีอยู่ 2 รูปแบบคือ Phytonadione หรือ Phylloquinone คือวิตามิน เคหนึ่ง พบในพืชผักใบเขียว Menaquinone คือวิตามิน เคสอง พบในตับ เนื้อสัตว์ นม และสังเคราะห์ได้จากแบคทีเรียในลำไส้ วิตามิน เค ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ได้แก่ Menaddione หรือ วิตามิน เคสาม ทั้ง 3 รูปแบบมีคุณสมบัติละลายได้ดีในไขมัน ซึ่งจะใช้เมื่อร่างกายไม่สามารถใช้วิตามิน เค ตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นเองได้ เพราะว่าขาดน้ำดี ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการดูดซึมวิตามิน ประเภทที่ละลายในไขมัน ซึ่งได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เอฟ และ เค Menadiol หรือวิตามิน เคสี่ เป็นอนุพันธ์ของ Menadione แต่ละลายได้ดีในน้ำ เมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะเปลี่ยนเป็น Menadione
          o คุณสมบัติ
                + วิตามิน เค ละลายได้ในไขมันไม่ละลายน้ำ เป็นน้ำมันสีเหลือง เป็นวิตามินที่ทนต่อความเป็นกรด แต่ไม่ทนกรดแก่ ด่างที่ผสมแอลกอฮอล์ แสงสว่าง และสารเติมออกซิเจน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บในขวดสีน้ำตาลซึ่งทึบแสง
                + วิตามิน เค ที่ทำเทียมขึ้น (Menadione) มักทำเป็นผลึกมีสีเหลือง สามารถละลายน้ำได้แต่น้ำหนักน้อยกว่าวิตามิน เคที่พบในธรรมชาติ
          o วิตามิน เค ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว คือ
                + ฟิลโลควิโนน (Phylloquinone, K1) พบได้ในพวกผักสีเขียวต่าง ๆ เช่น ผักโขม ยอดแครอท ผักใบเขียวอื่น ๆ และหญ้าอัลฟัลฟ่า
                + เม นาควิโนน (Menaquinone, K2) สร้างโดยแบคทีเรียในลำไส้ ทั้ง K1 และ K2 ละลายในไขมัน วิตามิน K2 นี้มีประสิทธิภาพในการทำงานร้อยละ 75 ของวิตามิน K1
                + เมนาไดโอน (Mendadione, K3) เป็นสารประกอบสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพเป็น 3 เท่า ของวิตามิน เคหนึ่ง จะใช้สำหรับรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถใช้วิตามิน เคที่สร้างขึ้นที่ลำไส้ได้เนื่องจากขาดน้ำดี หรือน้ำย่อยที่จำเป็นสำหรับการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เมนาไดโอนนี้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว จะเปลี่ยนเป็นเมนาควิโนนที่ตับ ถ้าร่างกายได้รับนมเปรี้ยวพร้อมกับอาหารจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน เค ได้ในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการ นอกจากนี้อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำจะไป เพิ่มปริมาณของวิตามิน เคที่ผลิตขึ้นโดยแบคทีเรียในลำไส้
          o ประวัติ
                + ค. ศ. 1932 ดร.แดม (Dr. Dam) ชาวเดนมาร์ค ได้ทำการทดลองเลี้ยงลูกไก่ด้วยอาหารทดลองที่มีไขมันน้อยเพื่อจะดูว่าลูกไก่ สามารถสังเคราะห์คอเลสเทอรอลได้หรือไม่ แต่กลับพบว่าไก่เหล่านั้นมีเลือดออกเป็นหย่อม ๆ ภายในและตามใต้ผิวหนัง เมื่อเจาะเลือดตรวจดู ปรากฎว่าโปรธรอมบินต่ำทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ
                + ค.ศ. 1934 ดร.แดม (Dr. Dam) พบว่าสารที่ป้องกันโรคเลือดออกนี้เป็นพวกที่ละลายในไขมัน มีมากในพืชผักสีเขียว และตับหมู จึงตั้งชื่อว่า วิตามิน เค หรือ Koagulation vitamin
                + ค.ศ. 1939 ดร. แดม และ คาเรอร์ (Dam & Karrer) แยกวิตามิน เคบริสุทธิ์ ได้จากหญ้าอัลฟัลฟา และในปีเดียวกันนี้ ดอยซี (Doisy) และคณะก็แยกวิตามิน เคได้จาก อัลฟัลฟา และยังหาสูตรโครงสร้างได้ด้วยจึงตั้งชื่อว่า K1 หรือ ฟิลโลควิโนน (Phylloquinone)
                + นอกจากนี้ใน ปี ค.ศ. 1934 อานส์แบคเชอร์ และ เฟอร์นโฮส์ (Ansbacher & Fernholz) ยังได้สังเคราะห์เมนาไดโอน (Menadione) ได้และได้ตั้งชื่อว่า วิตามิน เคสาม มีฤทธิ์แรงกว่า เคหนึ่ง และ เคสอง ที่พบในธรรมชาติและสามารถละลายน้ำได้บ้าง แต่เกลือไดฟอสเฟส ไดอะซีเตท หรือไบซัลไฟต์ของวิตามิน เคสามละลายน้ำได้ดีและคงทนจึงใช้ได้ดีทางการแพทย์ทั้งกินและฉีด


    * ประโยชน์ต่อร่างกาย
          o จำ เป็นสำหรับการสร้าง โปรธรอมบิน (Prothrombin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ตับสร้างขึ้นและจำเป็นในการแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามิน เค ตับสร้างโปรธรอมบินไม่ได้ ระดับโปรธรอมบินที่สูงในเลือดจะชี้ให้เห็นความสามารถที่ดีในการที่เลือดจะ แข็งตัว ในขณะที่ระดับโปรธรอมบินต่ำในเลือดจะทำให้อัตราการแข็งตัวของเลือดช้า โดยที่วิตามิน เคจะทำหน้าที่เป็น Cofactor ในการสร้างธรอมบิน
          o เกี่ยวข้องกับขบวนการ ฟอสโฟริเลชั่น (Phosphorylation)ในร่างกายโดยที่ขบวนการนี้ ฟอสเฟตจะร่วมกับ กลูโคส และถูกผ่านเข้าไปในผนังเซลล์และเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนสำหรับให้ร่างกายเก็บไว้ ใช้ในคราวจำเป็น ไกลโคเจนจะถูกเก็บไว้ในตับและกล้ามเนื้อ
          o ช่วยในการทำงานของตับให้ทำงานที่อย่างมีประสิทธิภาพ


    * แหล่งที่พบ
          o ผัก กระเฉด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง อัลฟัลฟ่า สาหร่ายทะเล น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา ตับหมู นมวัว เนยแข็ง โยเกิร์ต ไข่แดง น้ำเหลืองอ้อย (Molasse) น้ำมันดอกคำฝอย และพืชผักที่มีใบสีเขียวอื่น ๆ เป็นแหล่งสำคัญทั้งนั้น และทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าแบคทีเรียในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ


    * ปริมาณที่แนะนำ
          o เนื่อง จากการสังเคราะห์ในลำไส้แต่ละบุคคลและอาหารที่บริโภคไม่เหมือนกัน จึงเป็นการยากที่จะกำหนดปริมาณที่แนะนำ แต่การขาดเนื่องจากการบริโภค เชื่อว่าไม่มีตัวที่จะมาทำให้เกิดปัญหา จากการศึกษาพบว่าประมาณร้อยละ 50 ของวิตามิน เค ได้มาจากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้ ดังนั้นอย่างน้อยควรได้จากอหาร 1 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 ก.ก./วัน เด็ก 10 - 20 ไมโครกรัม สำหรับเด็กเกิดใหม่ 1 - 5 มิลลิกรัมป้องกันโรคซึ่งมีอาการเลือดออกที่ผิดปกติ (Hemorrhagic Disease)


    * ผลของการขาด
          o ใน ผู้ใหญ่มักไม่พบการขาดวิตามินเค ยกเว้นในรายที่มีการอุดตันของทางเดินน้ำดีซึ่งทำให้มีการย่อยและดูดซึมไขมัน ได้ไม่ดี และในคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ซึ่งมีผลในการทำลายแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามินเคในลำไส้ทำให้ไม่สามารถ สังเคราะห์วิตามินเคได้ตามปกติ ภาวะ การขาดวิตามินทำให้การแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นช้ากว่าปกติเนื่องจากระดับของ โปรธรอมบิน และโปรตีนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดในพลาสมาต่ำ
          o นอกจากนี้ในคนที่ใช้สารต้านการแข็งตัว เช่น ไดคูมารอล ในการรักษาภาวะ การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Thronbosis ) อาจเสี่ยงต่อการตกเลือดได้ง่าย ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาพวกนี้ติดต่อกันนาน ๆ ควรเพิ่มวิตามิน เคให้มากขึ้น
          o เด็กแรกเกิดและเด็กคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสขาดง่าย เพราะเด็กไม่สามารถย่อยและดูดซึมไขมันได้ดี และในลำไล้ยังมีมีแบคทีเรียที่จะสร้างวิตามิน เคได้ ประกอบกับเด็กจะได้รับวิตามินเคในปริมาณที่น้อยมากจากน้ำนมแม่เพราะจะมี ปริมาณเพียงหนึ่งในสี่ที่มีในน้ำนมวัว ดังนั้น 2-3 วันแรก อาจทำให้เด็กมีอาการตกเลือดที่ผิวหนังได้ง่าย
          o อาการที่พบคือ มีเลือดออกทั่ว ๆ ไปตามผิวหนัง ในสมอง ซึม กระสับกระส่าย ร้องกวน ไม่ดูดนม อาเจียน ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชักหมดสติ กระหม่อมด้านหน้าโป่งตึง อัมพาตหรือเสียชีวิตได้ เพื่อป้องกันการขาดวิตามินเคแพทย์มักฉีดวิตามินเคให้กับทารกโดยตรงหลังคลอด แล้ว 2 มิลลิกรัม หรือฉีดยาวิตามิน เคให้มารดาก่อนคลอดหนึ่งสัปดาห์ขนาด 1-2 มิลลิกรัมทุกวัน หรือฉีดเข้าเส้นโลหิตมารดา 2 มิลลิกรัมก่อนคลอด 8-24 ชั่วโมง
          o อาการแสดงเมื่อขาดวิตามิน เค
                + โลหิตไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล เลือดแข็งตัวช้า หรือ เลือดกำเดาออก
                + มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เลือดออกที่ตา เลือดออกหลังผ่าตัด หรือคลอดก่อนกำหนด


    * ผลของการได้รับมากไป
          o ใน คนตั้งครรภ์ ถ้าได้รับในขนาดสูง จะทำให้เกิดโรคดีซ่านในเด็กแรกคลอด และถ้าได้รับวิตามิน เค เสริมเพิ่มจากอาหารที่กินอยู่แล้ว จะมีผลระงับฤทธิ์ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัว Phyotnadione และ menaquinone ไม่เป็นพิษต่อสัตว์แม้จะให้จำนวนมาก แต่คนที่ได้รับการฉีด phytonadione เข้าเลือด จะพบ Flushing dyspnea chest pains cardiovascularcollapse และอาจตายได้ ส่วน menadione ทำให้เกิดระคายเคืองต่อผิวหนังและทางเดินหายใจและยังทำให้เกิด hemolysis ในคนที่ขาดเอนไซม์ glucose -6-phosphate dehydrogenase การให้วิตามิน เคในรูปของ menadione หรือ phytodione จำนวนมาก ๆ แต่คนไข้จะเป็นโรคตับต้องระวังเพราะอาจไปทำให้การทำงานของตับแย่ลงได้


    * ข้อมูลอื่นๆ
          o การดูดซึม
                + วิ ตามินเคจากอาหารถูกดูดซึมในลำไส้เล็กตอนบน โดยการช่วยเหลือของน้ำดีและน้ำย่อยจากตับอ่อนและจะถูกส่งต่อไปยังตับ ซึ่งจะเป็นอวัยวะที่จำเป็นในการสังเคราะห์ โปรธรอมบิน และ โปรตีนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด สำหรับวิตามินเคที่ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้จะปรากฏในลำไส้ ตอนปลาย ดังนั้นจะมีบางส่วนถูกดูดซึมในลำไส้เล็กตอนปลาย ส่วนวิตามิน เคที่สังเคราะห์ขึ้น ( menadione ) จะละลายน้ำได้ จึงไม่ต้องอาศัยน้ำดีและเกลือน้ำดีช่วยในการละลายและดูดซึม วิตามิน เคที่ดูดซึมจะผ่านเข้าทางน้ำเหลืองในรูปของไคโลไมครอน แล้วจึงเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังตับ ซึ่งจะเก็บไว้ในปริมาณจำกัดและที่เหลือจะถูกขับออกทางอุจจาระ ในทารกแรกเกิดจะมีวิตามินเคอยู่ปริมาณจำกัดและการสังเคราะห์วิตามินเคในลำ ไส้จะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงแรก ดังนั้นในระยะ 2-3 วันแรกอาจทำเด็กมีอาการตกเลือดทั่วไปตามผิวหนังได้ง่าย จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
                + ปัจจัยที่ขัดขวางการดูดซึมวิตามิน เค
                  1. การผิดปกติของท่อน้ำดี ทำให้เกลือน้ำดีหลั่งมาน้อย
                  2. ตับทำงานไม่ได้เต็มที่ในการขับน้ำดี เช่น เป็นโรคตับแข็ง
                  3. ได้รับไดคูมารอล Dicumarol ซึ่งเป็นสารที่ห้ามการแข็งตัวของเลือด anticoagulant มีหน้าที่ตรงกันข้ามกับวิตามินเคในการควบคุมการสังเคราะห์โปรธรอมบิน
                  4. อาหารแช่แข็ง อาหารที่เหม็นหืน การอาบแสง radiation แอสไพรินและอากาศเป็นพิษ airpollution จะทำลายวิตามินเค
                  5. การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปจะไปฆ่าแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ เช่น พวก sulfonamides
                  6. การบริโภคยาถ่ายพวก น้ำมันแร่ จะทำให้ขับวิตามิน เค ออกอย่างรวดเร็ว
          o สารหรืออาหารต้านฤทธิ์
                + การใช้ยาปฎิชีวนะนาน ๆ เป็นปัจจัยที่กระทบกระเทือนการผลิตวิตามินเคในลำไส้ตลอดจนการดูดซึมของ วิตามินเข้าร่างกายด้วย
                + การ รับประทานน้ำแร่ ( Ineral oil ) มาก ๆ ท้องร่วงลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล นิ่วในถุงน้ำดี โรคตับ มะเร็ง และโรคไต จะยับยั้งการผลิต การดูดซึม วิตามินเค เช่นกัน
                + รังสีเอ็กซเรย์
                + ไขมัน และน้ำมันที่เน่าเสีย หรือเคยทอดปรุงอาหารมาแล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระทบกระเทือนในการผลิตการดูดซึม และทำลายวิตามินเค
                + ยาแอสไพริน
                + มลพิษทางอากาศที่เกิดจากโรงงานหรือท่อไอเสียรถยนต์ก็ทำลายวิตมินเคได้
          o การประเมิน
                + ปกติ จะไม่มีการหาวิตามิน เคในห้องปฏิบัติการเพราะยุ่งยากมาก จึงใช้การวัดค่า prothrombin time เป็นตัวบ่งบอกภาวะของวิตามินเค ค่าปกติ 11-15 วินาที

 

Business Thailand
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจและข้อมูลการตลาด

ตั๋วเครื่องบิน
WorldwideAirfare.com บริการ ตั๋วเครื่องบิน ราคาถูก ทั่วโลก

ทำมาหากิน
เว็บของคนทำมาหากิน ข้อมูลตลาดนัด แฟรนไชส์ และอาชีพเสริมต่าง ๆ