วิตามินเค เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในน้ำมัน นอกจากร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทานแล้ว ยังสามารถผลิตขึ้นเองได้ในลำไส้เล็ก เป็นวิตามินที่ทนต่อความเป็นกรด แต่ไม่ทนกรดแก่ ด่างที่ผสมแอลกอฮอล์ แสงสว่าง และสารเติมออกซิเจน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บในขวดสีน้ำตาลซึ่งทึบแสง อาหารที่มีวิตามิน เค ได้แก่ ผักกระเฉด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง สาหร่ายทะเล น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา ตับหมู นมวัว เนยแข็ง โยเกิร์ต ไข่แดง น้ำเหลืองอ้อย (Molasse) น้ำมันดอกคำฝอย และพืชผักที่มีใบสีเขียวอื่น ๆ เป็นแหล่งสำคัญทั้งนั้น และทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าแบคทีเรียในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ หน้าที่ของวิตามิน เคจำเป็นสำหรับการสร้าง โปรทรอมบิน (Prothrombin), เกี่ยวข้องกับขบวนการ ฟอสโฟริเลชั่น( Phosphorylation)ในร่างกาย,ช่วยในการทำงานของตับให้ทำงานที่อย่างมี ประสิทธิภาพ ถ้าขาดวิตามิน เคโลหิตไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล เลือดแข็งตัวช้า หรือ เลือดกำเดาออก มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เลือดออกที่ตา เลือดออกหลังผ่าตัด หรือคลอดก่อนกำหนด
* ข้อมูลทั่วไป
o วิตามิน เค เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในน้ำมัน นอกจากร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทานแล้ว ยังสามารถผลิตขึ้นเองได้ในลำไส้เล็ก โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติอีกทางหนึ่งด้วย ครึ่งหนึ่งของวิตามิน เค มีใช้ในร่างกายจะถูกผลิตขึ้นโดยแบคทีเรียที่มีอยู่ในลำไส้
o วิตามิน เค จากธรรมชาติ มีอยู่ 2 รูปแบบคือ Phytonadione หรือ Phylloquinone คือวิตามิน เคหนึ่ง พบในพืชผักใบเขียว Menaquinone คือวิตามิน เคสอง พบในตับ เนื้อสัตว์ นม และสังเคราะห์ได้จากแบคทีเรียในลำไส้ วิตามิน เค ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ได้แก่ Menaddione หรือ วิตามิน เคสาม ทั้ง 3 รูปแบบมีคุณสมบัติละลายได้ดีในไขมัน ซึ่งจะใช้เมื่อร่างกายไม่สามารถใช้วิตามิน เค ตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นเองได้ เพราะว่าขาดน้ำดี ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการดูดซึมวิตามิน ประเภทที่ละลายในไขมัน ซึ่งได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เอฟ และ เค Menadiol หรือวิตามิน เคสี่ เป็นอนุพันธ์ของ Menadione แต่ละลายได้ดีในน้ำ เมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะเปลี่ยนเป็น Menadione
o คุณสมบัติ
+ วิตามิน เค ละลายได้ในไขมันไม่ละลายน้ำ เป็นน้ำมันสีเหลือง เป็นวิตามินที่ทนต่อความเป็นกรด แต่ไม่ทนกรดแก่ ด่างที่ผสมแอลกอฮอล์ แสงสว่าง และสารเติมออกซิเจน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บในขวดสีน้ำตาลซึ่งทึบแสง
+ วิตามิน เค ที่ทำเทียมขึ้น (Menadione) มักทำเป็นผลึกมีสีเหลือง สามารถละลายน้ำได้แต่น้ำหนักน้อยกว่าวิตามิน เคที่พบในธรรมชาติ
o วิตามิน เค ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว คือ
+ ฟิลโลควิโนน (Phylloquinone, K1) พบได้ในพวกผักสีเขียวต่าง ๆ เช่น ผักโขม ยอดแครอท ผักใบเขียวอื่น ๆ และหญ้าอัลฟัลฟ่า
+ เม นาควิโนน (Menaquinone, K2) สร้างโดยแบคทีเรียในลำไส้ ทั้ง K1 และ K2 ละลายในไขมัน วิตามิน K2 นี้มีประสิทธิภาพในการทำงานร้อยละ 75 ของวิตามิน K1
+ เมนาไดโอน (Mendadione, K3) เป็นสารประกอบสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพเป็น 3 เท่า ของวิตามิน เคหนึ่ง จะใช้สำหรับรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถใช้วิตามิน เคที่สร้างขึ้นที่ลำไส้ได้เนื่องจากขาดน้ำดี หรือน้ำย่อยที่จำเป็นสำหรับการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เมนาไดโอนนี้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว จะเปลี่ยนเป็นเมนาควิโนนที่ตับ ถ้าร่างกายได้รับนมเปรี้ยวพร้อมกับอาหารจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน เค ได้ในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการ นอกจากนี้อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำจะไป เพิ่มปริมาณของวิตามิน เคที่ผลิตขึ้นโดยแบคทีเรียในลำไส้
o ประวัติ
+ ค. ศ. 1932 ดร.แดม (Dr. Dam) ชาวเดนมาร์ค ได้ทำการทดลองเลี้ยงลูกไก่ด้วยอาหารทดลองที่มีไขมันน้อยเพื่อจะดูว่าลูกไก่ สามารถสังเคราะห์คอเลสเทอรอลได้หรือไม่ แต่กลับพบว่าไก่เหล่านั้นมีเลือดออกเป็นหย่อม ๆ ภายในและตามใต้ผิวหนัง เมื่อเจาะเลือดตรวจดู ปรากฎว่าโปรธรอมบินต่ำทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ
+ ค.ศ. 1934 ดร.แดม (Dr. Dam) พบว่าสารที่ป้องกันโรคเลือดออกนี้เป็นพวกที่ละลายในไขมัน มีมากในพืชผักสีเขียว และตับหมู จึงตั้งชื่อว่า วิตามิน เค หรือ Koagulation vitamin
+ ค.ศ. 1939 ดร. แดม และ คาเรอร์ (Dam & Karrer) แยกวิตามิน เคบริสุทธิ์ ได้จากหญ้าอัลฟัลฟา และในปีเดียวกันนี้ ดอยซี (Doisy) และคณะก็แยกวิตามิน เคได้จาก อัลฟัลฟา และยังหาสูตรโครงสร้างได้ด้วยจึงตั้งชื่อว่า K1 หรือ ฟิลโลควิโนน (Phylloquinone)
+ นอกจากนี้ใน ปี ค.ศ. 1934 อานส์แบคเชอร์ และ เฟอร์นโฮส์ (Ansbacher & Fernholz) ยังได้สังเคราะห์เมนาไดโอน (Menadione) ได้และได้ตั้งชื่อว่า วิตามิน เคสาม มีฤทธิ์แรงกว่า เคหนึ่ง และ เคสอง ที่พบในธรรมชาติและสามารถละลายน้ำได้บ้าง แต่เกลือไดฟอสเฟส ไดอะซีเตท หรือไบซัลไฟต์ของวิตามิน เคสามละลายน้ำได้ดีและคงทนจึงใช้ได้ดีทางการแพทย์ทั้งกินและฉีด
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o จำ เป็นสำหรับการสร้าง โปรธรอมบิน (Prothrombin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ตับสร้างขึ้นและจำเป็นในการแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามิน เค ตับสร้างโปรธรอมบินไม่ได้ ระดับโปรธรอมบินที่สูงในเลือดจะชี้ให้เห็นความสามารถที่ดีในการที่เลือดจะ แข็งตัว ในขณะที่ระดับโปรธรอมบินต่ำในเลือดจะทำให้อัตราการแข็งตัวของเลือดช้า โดยที่วิตามิน เคจะทำหน้าที่เป็น Cofactor ในการสร้างธรอมบิน
o เกี่ยวข้องกับขบวนการ ฟอสโฟริเลชั่น (Phosphorylation)ในร่างกายโดยที่ขบวนการนี้ ฟอสเฟตจะร่วมกับ กลูโคส และถูกผ่านเข้าไปในผนังเซลล์และเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนสำหรับให้ร่างกายเก็บไว้ ใช้ในคราวจำเป็น ไกลโคเจนจะถูกเก็บไว้ในตับและกล้ามเนื้อ
o ช่วยในการทำงานของตับให้ทำงานที่อย่างมีประสิทธิภาพ
* แหล่งที่พบ
o ผัก กระเฉด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง อัลฟัลฟ่า สาหร่ายทะเล น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา ตับหมู นมวัว เนยแข็ง โยเกิร์ต ไข่แดง น้ำเหลืองอ้อย (Molasse) น้ำมันดอกคำฝอย และพืชผักที่มีใบสีเขียวอื่น ๆ เป็นแหล่งสำคัญทั้งนั้น และทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าแบคทีเรียในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ
* ปริมาณที่แนะนำ
o เนื่อง จากการสังเคราะห์ในลำไส้แต่ละบุคคลและอาหารที่บริโภคไม่เหมือนกัน จึงเป็นการยากที่จะกำหนดปริมาณที่แนะนำ แต่การขาดเนื่องจากการบริโภค เชื่อว่าไม่มีตัวที่จะมาทำให้เกิดปัญหา จากการศึกษาพบว่าประมาณร้อยละ 50 ของวิตามิน เค ได้มาจากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้ ดังนั้นอย่างน้อยควรได้จากอหาร 1 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 ก.ก./วัน เด็ก 10 - 20 ไมโครกรัม สำหรับเด็กเกิดใหม่ 1 - 5 มิลลิกรัมป้องกันโรคซึ่งมีอาการเลือดออกที่ผิดปกติ (Hemorrhagic Disease)
* ผลของการขาด
o ใน ผู้ใหญ่มักไม่พบการขาดวิตามินเค ยกเว้นในรายที่มีการอุดตันของทางเดินน้ำดีซึ่งทำให้มีการย่อยและดูดซึมไขมัน ได้ไม่ดี และในคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ซึ่งมีผลในการทำลายแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามินเคในลำไส้ทำให้ไม่สามารถ สังเคราะห์วิตามินเคได้ตามปกติ ภาวะ การขาดวิตามินทำให้การแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นช้ากว่าปกติเนื่องจากระดับของ โปรธรอมบิน และโปรตีนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดในพลาสมาต่ำ
o นอกจากนี้ในคนที่ใช้สารต้านการแข็งตัว เช่น ไดคูมารอล ในการรักษาภาวะ การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Thronbosis ) อาจเสี่ยงต่อการตกเลือดได้ง่าย ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาพวกนี้ติดต่อกันนาน ๆ ควรเพิ่มวิตามิน เคให้มากขึ้น
o เด็กแรกเกิดและเด็กคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสขาดง่าย เพราะเด็กไม่สามารถย่อยและดูดซึมไขมันได้ดี และในลำไล้ยังมีมีแบคทีเรียที่จะสร้างวิตามิน เคได้ ประกอบกับเด็กจะได้รับวิตามินเคในปริมาณที่น้อยมากจากน้ำนมแม่เพราะจะมี ปริมาณเพียงหนึ่งในสี่ที่มีในน้ำนมวัว ดังนั้น 2-3 วันแรก อาจทำให้เด็กมีอาการตกเลือดที่ผิวหนังได้ง่าย
o อาการที่พบคือ มีเลือดออกทั่ว ๆ ไปตามผิวหนัง ในสมอง ซึม กระสับกระส่าย ร้องกวน ไม่ดูดนม อาเจียน ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชักหมดสติ กระหม่อมด้านหน้าโป่งตึง อัมพาตหรือเสียชีวิตได้ เพื่อป้องกันการขาดวิตามินเคแพทย์มักฉีดวิตามินเคให้กับทารกโดยตรงหลังคลอด แล้ว 2 มิลลิกรัม หรือฉีดยาวิตามิน เคให้มารดาก่อนคลอดหนึ่งสัปดาห์ขนาด 1-2 มิลลิกรัมทุกวัน หรือฉีดเข้าเส้นโลหิตมารดา 2 มิลลิกรัมก่อนคลอด 8-24 ชั่วโมง
o อาการแสดงเมื่อขาดวิตามิน เค
+ โลหิตไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล เลือดแข็งตัวช้า หรือ เลือดกำเดาออก
+ มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เลือดออกที่ตา เลือดออกหลังผ่าตัด หรือคลอดก่อนกำหนด
* ผลของการได้รับมากไป
o ใน คนตั้งครรภ์ ถ้าได้รับในขนาดสูง จะทำให้เกิดโรคดีซ่านในเด็กแรกคลอด และถ้าได้รับวิตามิน เค เสริมเพิ่มจากอาหารที่กินอยู่แล้ว จะมีผลระงับฤทธิ์ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัว Phyotnadione และ menaquinone ไม่เป็นพิษต่อสัตว์แม้จะให้จำนวนมาก แต่คนที่ได้รับการฉีด phytonadione เข้าเลือด จะพบ Flushing dyspnea chest pains cardiovascularcollapse และอาจตายได้ ส่วน menadione ทำให้เกิดระคายเคืองต่อผิวหนังและทางเดินหายใจและยังทำให้เกิด hemolysis ในคนที่ขาดเอนไซม์ glucose -6-phosphate dehydrogenase การให้วิตามิน เคในรูปของ menadione หรือ phytodione จำนวนมาก ๆ แต่คนไข้จะเป็นโรคตับต้องระวังเพราะอาจไปทำให้การทำงานของตับแย่ลงได้
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ วิ ตามินเคจากอาหารถูกดูดซึมในลำไส้เล็กตอนบน โดยการช่วยเหลือของน้ำดีและน้ำย่อยจากตับอ่อนและจะถูกส่งต่อไปยังตับ ซึ่งจะเป็นอวัยวะที่จำเป็นในการสังเคราะห์ โปรธรอมบิน และ โปรตีนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด สำหรับวิตามินเคที่ได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้จะปรากฏในลำไส้ ตอนปลาย ดังนั้นจะมีบางส่วนถูกดูดซึมในลำไส้เล็กตอนปลาย ส่วนวิตามิน เคที่สังเคราะห์ขึ้น ( menadione ) จะละลายน้ำได้ จึงไม่ต้องอาศัยน้ำดีและเกลือน้ำดีช่วยในการละลายและดูดซึม วิตามิน เคที่ดูดซึมจะผ่านเข้าทางน้ำเหลืองในรูปของไคโลไมครอน แล้วจึงเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังตับ ซึ่งจะเก็บไว้ในปริมาณจำกัดและที่เหลือจะถูกขับออกทางอุจจาระ ในทารกแรกเกิดจะมีวิตามินเคอยู่ปริมาณจำกัดและการสังเคราะห์วิตามินเคในลำ ไส้จะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงแรก ดังนั้นในระยะ 2-3 วันแรกอาจทำเด็กมีอาการตกเลือดทั่วไปตามผิวหนังได้ง่าย จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
+ ปัจจัยที่ขัดขวางการดูดซึมวิตามิน เค
1. การผิดปกติของท่อน้ำดี ทำให้เกลือน้ำดีหลั่งมาน้อย
2. ตับทำงานไม่ได้เต็มที่ในการขับน้ำดี เช่น เป็นโรคตับแข็ง
3. ได้รับไดคูมารอล Dicumarol ซึ่งเป็นสารที่ห้ามการแข็งตัวของเลือด anticoagulant มีหน้าที่ตรงกันข้ามกับวิตามินเคในการควบคุมการสังเคราะห์โปรธรอมบิน
4. อาหารแช่แข็ง อาหารที่เหม็นหืน การอาบแสง radiation แอสไพรินและอากาศเป็นพิษ airpollution จะทำลายวิตามินเค
5. การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปจะไปฆ่าแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ เช่น พวก sulfonamides
6. การบริโภคยาถ่ายพวก น้ำมันแร่ จะทำให้ขับวิตามิน เค ออกอย่างรวดเร็ว
o สารหรืออาหารต้านฤทธิ์
+ การใช้ยาปฎิชีวนะนาน ๆ เป็นปัจจัยที่กระทบกระเทือนการผลิตวิตามินเคในลำไส้ตลอดจนการดูดซึมของ วิตามินเข้าร่างกายด้วย
+ การ รับประทานน้ำแร่ ( Ineral oil ) มาก ๆ ท้องร่วงลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล นิ่วในถุงน้ำดี โรคตับ มะเร็ง และโรคไต จะยับยั้งการผลิต การดูดซึม วิตามินเค เช่นกัน
+ รังสีเอ็กซเรย์
+ ไขมัน และน้ำมันที่เน่าเสีย หรือเคยทอดปรุงอาหารมาแล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระทบกระเทือนในการผลิตการดูดซึม และทำลายวิตามินเค
+ ยาแอสไพริน
+ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากโรงงานหรือท่อไอเสียรถยนต์ก็ทำลายวิตมินเคได้
o การประเมิน
+ ปกติ จะไม่มีการหาวิตามิน เคในห้องปฏิบัติการเพราะยุ่งยากมาก จึงใช้การวัดค่า prothrombin time เป็นตัวบ่งบอกภาวะของวิตามินเค ค่าปกติ 11-15 วินาที



