ไอโอดีน (IODINE)
สารไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในการผลิตธัยรอยด์ฮอร์โมน Thyroxine (T4) และ Triiodotyronine (T3) ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้จะเก็บอยู่ในต่อมธัยรอยด์ ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ตามกล้ามเนื้อ ผิวหนัง ขุมขน ต่อมน้ำลาย ระบบทางเดินอาหารและกระดูก ในเลือดจะมีไอโอดีนอยู่น้อยมากหน้าที่สำคัญของไอโอดีนต่อร่างกายช่วยในการทำ งานและเจริญเติบโตของต่อมธัยรอยด์ ,ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานได้ตามปกติ,ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและ กระตุ้นอัตราการเผาผลาญ ,ไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น,ไปเพิ่มการเคลื่อนย้ายแคลเซียมและ ฟอสฟอรัสจากกระดูก,ช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะและควบคุมการกระจายของน้ำตามอวัย วะต่าง ๆ ,กระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำนมมากขึ้น ,ควบคุมประสาท ให้มีกำลังคล่องแคล้ว กระฉับกระเฉง อาการขาดไอโอดีนเซื่องซึม เหนื่อยง่าย ความดันต่ำ ผิวหนัง และ ผมแห้ง อ้วนพี ความจำไม่ดี ร่างกายเติบโตช้า เริ่มมีอาการปัญญาอ่อน ไม่สนใจทางเพศ เด็กที่เกิดจากมารดาขาดไอโอดีน มีลักษณะโตช้า พุงโร และมีอาการบวมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโรคคอพอกทำให้ต่อมธัยรอยด์โตขึ้นที่เห็นได้ชัดที่ บริเวณคอซึ่งอาจไปกดหลอดลมทำให้ไอ สำลัก หายใจลำบากได้โดยสาเหตุอาจเกิดจากบริโภคอาหารที่มีสารนี้น้อยมาก, ร่างกายมีความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น, ไอโอดีนมีสมรรถภาพลดน้อยลงจากการบริโภคแคลเซียมมากหรือขาดวิตามินเอ, การได้รับสารที่ไปต่อต้านการทำงานของต่อมธัยรอยด์การรักษาโดยการให้ไอโอดีน หรือไม่ผ่าตัดแล้วให้กินเกลือไอโอดีนในรูปแบบต่างๆแหล่งอาหารที่ดีที่สุด ได้แก่ เกลือที่ได้จากน้ำทะเลหรือเกลือสมุทร อาหารทะเล พืชทะเลนอกจากนี้พบในสับปะรด ลูกแพร์ ส้ม แอปเปิ้ล ผักโขม กระจับ กระเทียม มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ไข่แดง และเนยแข็ง แต่สำหรับผักตระกูลกะหล่ำ จะขัดขวางการใช้ไอโอดีนในร่างกาย
* ข้อมูลทั่วไป
o สาร ไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในการผลิตธัยรอยด์ฮอร์โมน Thyroxine (T4) และ Triiodotyronine (T3) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย และเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะโครงร่างของร่างกาย ระบบประสาท และสมอง
o ไอโอดีน เป็นแร่ธาตุที่ต้องการในปริมาณน้อย และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไอโอไดด์ (iodide) ร่างกายมีไอโอดีนประมาณ 25 มก. หรือประมาณร้อยละ 0.0004 ของน้ำหนักตัว ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้จะเก็บอยู่ในต่อมธัยรอยด์ ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ตามกล้ามเนื้อ ผิวหนัง ขุมขน ต่อมน้ำลาย ระบบทางเดินอาหารและกระดูก ในเลือดจะมีไอโอดีนอยู่น้อยมาก คือ มีไม่ถึง 1 ใน 20 ล้านส่วน
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o ช่วย ในการทำงานและเจริญเติบโตของต่อมธัยรอยด์ และเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) ผลิตโดยต่อมธัยรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมอัตราเมแทบอลิซึมของร่างกาย การทำงานของต่อมธัยรอยด์มีผลต่อสภาพจิตใจ สภาพของผม ผิวหนัง เล็บ และ ฟัน ของร่างกาย การเปลี่ยนของแคโรทีนเป็นวิตามิน เอ การสังเคราะห์ โปรตีน โดย ไรโบโซม และการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้เล็กทั้งหมดนี้จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการผลิตไทรอกซิน เป็นไปตามปกติ การสังเคราะห์คอเลสเทอรอลถูกกระตุ้นโดยระดับของไทรอกซิน
o ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานได้ตามปกติ
o ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระตุ้นอัตราการเผาผลาญ โดยช่วยร่างกายเผาผลาญไขมันที่มาก
o ไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น
o ไปเพิ่มการเคลื่อนย้ายแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากกระดูก
o ช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะและควบคุมการกระจายของน้ำตามอวัยวะต่าง ๆ
o กระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำนมมากขึ้น
o ควบคุมประสาท ให้มีกำลังคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ตลอดถึงการพูดทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิภาพของต่อมไทรอยด์
* แหล่งที่พบ
o แหล่ง อาหารที่ดีที่สุด ได้แก่ เกลือที่ได้จากน้ำทะเลหรือเกลือสมุทร อาหารทะเล พืชทะเล เช่น สาหร่ายต่าง ๆ และพืชผักที่ปลูกบนพื้นดินที่มีไอโอดีนอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้พบในสับปะรด ลูกแพร์ ส้ม แอปเปิ้ล ผักโขม กระจับ กระเทียม มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ไข่แดง และเนยแข็ง แต่สำหรับผักตระกูลกะหล่ำ จะขัดขวางการใช้ไอโอดีนในร่างกาย ควรหุงต้มให้สุกก่อนบริโภคจะช่วยลดสารต่อต้านนี้ได้มาก
* ปริมาณที่แนะนำ
ปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน
เด็ก
3 -11 เดือน 50 ไมโครกรัม
1 - 3 ปี 70 ไมโครกรัม
4 - 6 ปี 90 ไมโครกรัม
7 - 9 ปี 125 ไมโครกรัม
วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 150 ไมโครกรัม
หญิงมีครรภ์ 175 ไมโครกรัม
หญิงให้นมบุตร 200 ไมโครกรัม
o เป็นที่น่าสังเกตว่าความต้องการของไอโอดีนจะเพิ่มขึ้นด้วย หากมีความเครียดนอกเหนือจากระยะตั้งครรภ์ ระหว่างการให้นมบุตร และในช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต
o นอกจากนี้บางรายอาการแพ้ไอโอดีนมีอาการเป็นผื่นขึ้นตามตัว แต่ไม่นานก็จะหายไปเอง
* ผลของการขาด
o เด็ก
+ ใน เด็กที่ขาดไอโอดีนจะเตี้ยแคระและสมองไม่เจริญเรียก ครีตินนิซึ่ม (Cretinism) ซึ่งเป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยที่แม่บริโภคไอโอดีนจำกัดหรือน้อยในระยะตั้งครรภ์ มีอาการแสดงออกหลายรูปแบบ เช่น ใบ้ หูหนวก ตาเหล่ มีกล้ามเนื้อหย่อนนานยนและอ่อนแอ ผิวหนังแห้ง รูปร่างสั้นเตี้ย เนื่องจากการเจริญของกระดูกชะงักนอกจากนี้การพัฒนาของจิตใจหยุดชะงักด้วย มีอาการเดินกระตุก หรือเกร็ง หรือความผิดปรกติทางระบบสืบพันธุ์ ถ้าทำการแก้ไขในระยะแรกแก่ทารก การเจริญเติบโตของร่างกายก็จะดีขึ้น การพัฒนาทางจิตใจก็ดำเนินไปได้บ้าง แต่ว่าประสาทสมองส่วนกลางที่ถูกทำลายไปไม่สามารถทำกลับให้ดีอย่างเดิมได้
o ผู้ใหญ่
+ โรค คอพอก ในผู้ใหญ่ที่ขาดไอโอดีน ต่อมธัยรอยด์จะโตขึ้นอย่างมากจนเห็นได้ชัดที่บริเวณคอ เรียกว่า คอพอก (Simple goitre) ทั้งนี้ก็โดยที่เซลล์ของต่อมธัยรอยด์จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาก เพื่อช่วยทำงานชดเชย แต่ก็ไร้ผลเนื่องจากการขาดไอโอดีนซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมน ไทรอกซิน คนที่ต่อมธัยรอยด์มีขนาดใหญ่มาก จะกดหลอดลม ทำให้ไอ สำลัก หายใจลำบาก ถ้ากดหลอดอาหารจะกลืนอาหารลำบาก
* ผลของการได้รับมากไป
o ไม่ มีรายงานว่าเกิดการเป็นพิษ เนื่องจากได้รับไอโอดีนมากเกินไปโดยการบริโภคน้ำหรืออาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ไอโอดีนที่เตรียมอยู่ในรูปของยา ต้องระวังในการบริโภคเพราะว่าถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป เช่น ในกรณีที่ใช้ยาเสริมแก่ร่างกายเป็นจำนวนมากในระยะฉับพลันอาจจะเป็นอันตราย
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ ไอโอดีน ที่อยู่ในอาหารหรือน้ำจะถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วจากระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเกลืออนินทรีย์ของไอโอดีน (Iodide) ไอโอไดด์ที่ถูกดูดซึมจะผ่านเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วเข้าสู่ต่อมธัยรอยด์ส่วน ที่เกินต้องการจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะภายใน 24 48 ชั่วโมง ภายในต่อมธัยรอยด์นี้ ไอโอไดด์จะถูกออกซิไดส์ ไปเป็น ไอโอดีน แล้วจะจับกับ ไทโรซีน สร้างเป็น ไดไอโอโดไทโรซีน (Diiodotyrosine) และไตรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine) และ ไทรอกซิน (Thyroxine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยู่ ต่อมาไทรอกซินจะไปจับกับโกลบูลินเป็นไทโรโกลบูลิน (Thyroglobulin) ซึ่งเป็น รูปที่ถูกเก็บสะสมไว้ในต่อมธัยรอยด์ เมื่อร่างกายต้องการต่อมก็จะปล่อยสารนี้ออกมาในกระแสเลือดจับอยู่กันอย่าง หลวม ๆ กับโกลบูลิน สารนี้จะอยู่ในร่างกาย 6 8 วัน ก่อนที่จะสลายตัวและขับถ่ายออกทางปัสสาวะ อุจจาระและน้ำดี
+ นอกจากต่อมธัยรอยด์แล้ว ยังมีต่อมพิทิวอิทารี่ ซึ่งให้ฮอร์โมนไทโรโทรฟิน (Thyrotrophin) มากระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สร้างสารไทรอกซีน เมื่อร่างกายได้รับไทรอกซีนในปริมาณที่เพียงพอ ไทรอกซีนก็จะกลับไปกดต่อมพิทิวอิทารี่ให้หยุดสร้างไทโรดทรฟิน ฉะนั้นฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้จึงออกฤทธิ์ในการเพิ่มหรือลดซึ่งกันและกัน
o สารหรืออาหารเสริมฤทธิ์
+ อาหารทะเล เกลือที่ได้รับจากน้ำทะเล
o สารหรืออาหารต้านฤทธิ์
+ สาร กอยตริน (Goitrin) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดบางชนิดจะไปก่อกวนการผลิตฮอร์โมนไทรอกซิน ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์จึงควรละเว้นการ บริโภคพืชผักดังกล่าว
o การประเมิน
+ การประเมินภาวะโภชนาการของ ไอโอดีน ประเมินได้โดยใช้ Clinical indicator คือใช้วิธีการคลำขนาดของคอ และใช้ดัชนีชี้วัดทางชีวเคมี (Biochemical indicators) วัดปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะ หรือวัดปริมาณธัยรอยด์ฮอร์โมนในเลือด การวิเคราะห์ปริมาณสาร ไอโอดีนในปัสสาวะ วิธีการนี้สามารถประเมินได้โดยการเก็บปัสสาวะในรอบ 24 ชั่วโมง แต่ความยุ่งยากในการเก็บปัสสาวะทำให้วิธีการนี้ใช้ไม่ได้ผล ด้วยเหตุนี้จึงต้องหันมาใช้วิธีการเก็บปัสสาวะครั้งเดียว (Casual sample) ในกลุ่มบุคคลในชุมชนประมาณ 40 คน ( จาก 1,200 ) โดยใช้ค่ามัธยฐานที่คำนวนปริมาณไอโอดีนเป็นไมโครกรัม ในปัสสาวะ 100 มิลลิลิตรเป็นดัชนีบ่งชี้ภาวะการขาดสารไอโอดีนของกลุ่มบุคคล แสดงถึงปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะ และระดับความรุนแรงของคอพอก การวิเคราะห์ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะที่ใช้ในการประเมินภาวะการขาดไอโอดีนใน ระยะแรก ๆ ใช้ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะ เทียบกับปริมาณเครอาตินีน (Creatinine) (ไมโครกรัม ไอโอดีน/กรัม) เนื่องจากปริมาณเครอาตินีนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขึ้นอยู่กับภาวะการขาดสาร อาหารอย่างรุนแรง ค่าเครอาตินีนในปัสสาวะจะต่ำทำให้อัตราส่วนของไอโอดีน / เครอาตินีน มีค่าสูง ซึ่งทำให้การแปลผลภาวะการขาดไอโอดีนผิดไปได้
การวิเคราะห์ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะในปัจจุบันนี้ทำได้ไม่ยุ่งยากโดยใช้วิธี Perchloric Acid Digestion ตามคำแนะนำของ WHO/UNICEFF/ICCIDD ซึ่งมีหลักการโดยย่อดังนี้คือ ไอโอดีนจะถูกย่อยออกเป็นธาตุอิสระโดยปฏิกิริยาของกรด Perchloric และความร้อนสูง เกลือ Arsenic จะเป็นตัวกลางส่งผ่านธาตุไอโอดีนให้มาทำปฎิกิริยากับ Cericammonium sulphate น้ำยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองส้มเป็นไม่มีสีซึ่งจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณ สารไอโอดีนในปัสสาวะ ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะจะไม่มีความสัมพันธ์กับขนาดของคอพอกคนที่เป็นคอพอก เกิดมาจากการขาดไอโอดีนในอดีต บุคคลที่มีปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะต่ำในขณะที่ทำการสำรวจ แต่ยังไม่ปรากฎอาการของคอพอก อาจจะเป็นคอพอกได้ในอนาคต ถ้ายังได้รับสารไอโอดีนในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อไปอีก การตรวจปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะจึงเป็นดัชนีบ่งชี้ที่มีความเหมาะสมที่จะใช้ ประเมินและติดตามภาวะการขาดสารไอโอดีน และควรจะใช้ร่วมกับดัชนีชี้วัดอื่น ๆ เช่น ขนาดของต่อมธัยรอยด์
+ การวิเคราะห์ปริมา ณธัยรอยด์ฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ เช่น Thyroid stimulating hormone (TSH) ธัยรอยด์ฮอร์โมน (Thyroxine T4) triiodothyronine (T3) และ thyrogiobulin (Tg) การวัดปริมาณ TSH ในเลือดเป็นวิธีที่ใช้ประเมินภาวะการขาดสารไอโอดีนในทารกโดยทำการเก็บ ตัวอย่างเลือดจากทารกขณะที่คลอด หยดเลือดลงบนกระดาษกรองที่เตรียมไว้แล้วนำตัวอย่างเลือดที่ได้เก็บไว้ในตู้ เย็น จนกระทั่งถึงเวลาที่จะวิเคราะห์หาปริมาณ TSH โดยใช้วิธี Radioimmuno assay ในประเทศไทยได้มีการพัฒนาการเทคนิควิธีการวิเคราะห์ TSH และ T4 ในเลือดโดยหน่วยงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลศิริราช และกระทรวงสาธารณสุข ปรากฎว่าพบภาวะที่มีธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำกว่า 2 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ในบริเวณที่มีการขาดไอโอดีน ประมาณร้อยละ 0.31 ส่วนวิธีการวิเคราะห์ระดับฮอร์โมน T4, T3 และ TSH ในซีรัม ใช้วิธี Monocional antibody radioimmuno assav โดยใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจากบริษัทต่าง ๆ เช่น Diagnostic Products Cooperation
ระดับธัยรอยด์ฮอร์โมนในรายที่มีการขาดไอโอดีนในระดับที่ไม่รุนแรง เช่น ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระดับ T4, T3 และ TSH จะสูงขึ้น ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการปรับตัวของต่อมธัยรอยด์ต่อการขาดสารไอโอดีน
+ การวัดปริมาณ T4, T3 เป็นการประเมินที่ยุ่งยาก ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้น องค์การอนามัยโลกจึงไม่แนะนำให้ใช้การวัดปริมาณ T4, T3 ในการประเมินหรือติดตามภาวะการขาดสารไอโอดีน แต่แนะนำให้วัดปริมาณ TSH ในเลือดของเด็กทารกโดยวิธี Enzyme linked immunosorbent assay (ELISA) ทั้งนี้เพราะการทดสอบโดยวิธีนี้ใช้เครื่องมือไม่ยุ่งยาก ได้ค่าที่เชื่อถือได้ และเก็บน้ำยาเอาไว้ใช้ทดสอบได้นานพอสมควร คือประมาณ 6 เดือน วิธีการเก็บตัวอย่างเลือดอาจจะเก็บโดยใช้การหยดลงบนกระดาษกรองหรือเก็บเป็น ซีรัม ใช้เลือดปริมาณน้อย อาจจะเจาะจากปลายนิ้ว หรือติ่งหู หรือเมื่อเป็นทารกเกิดใหม่เก็บจากสายรก หรือเก็บจากส้นเท้าหลังจากคลอดมาได้ประมาณ 3 วัน หรือเก็บตัวอย่างจากหญิงมีครรภ์ ในระยะเวลาที่มาฝากครรภ์ หรือเก็บตัวอย่างจากเด็กนักเรียนระหว่างการสำเร็จที่โรงเรียน
+ สำหรับการประเมินภาวะการขาดสารไอโอดีนในผู้ใหญ่ ควรจะได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง TSH และอัตราการเป็นคอพอก ซึ่งยังไม่มีใครศึกษา น้ำยาที่ใช้วิเคราะห์ปริมาณ TSH หาได้ไม่ยาก เพราะมีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นชุดน้ำยาสำเร็จรูป Thyroglobulin (Tg) เป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นในต่อมธัยรอยด์ เมื่อร่างกายได้รับไอโอดีน ไม่เพียงพอ ต่อมธัยรอยด์จะทำงานมากขึ้นจนกระทั่งมีการขยายตัวของเซลล์ (Hyperplasia) และมีการปล่อย Thyroglobulin ออกมาในซีรัมเพิ่มขึ้น การประเมินภาวะไอโอดีนอาจจะใช้การวัดปริมาณ Tg โดยวิธีการ ELISA ซึ่งมีน้ำยาสำเร็จรูปจากบริษัท Boehringer Mannheim, Germany หรือใช้วิธี Radio Immunoassay Tg ใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ของการขาดสารไอโอดีนในเด็กและผู้ใหญ่
+ ดัชนีบ่งชี้ที่ใช้ในการประเมินผลและติดตามควบคุมโรค ขาดสารไอโอดีน ควรจะใช้ดัชนีบ่งชี้หลาย ๆ ชนิดประกอบกัน เพื่อประกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเป็นการตรวจสอบผลการประเมินให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
o อัตราการเป็นคอพอก (Goiter rate)
+ อัตรา การเป็นคอพอก (Goiter rate) จากการคลำคอ หรือการเป็นคอพอกที่ปรากฎให้เห็น แบ่งแยกระดับความรุนแรงตามเกณฑ์มาตรฐานที่ได้กำหนดไว้โดยองค์การอนามัยโลก ซึ่งยังคงมีความแตกต่างในทางเทคนิคการปฎิบัติของแต่ละบุคคล โดยทั่ว ๆ ไป เมื่อมีอาการคอพอกปรากฎให้เห็นชัดเจน จะประเมินได้ง่ายไม่มีปัญหาได้มีการนำเอาเครื่องมือ Ultrasonography มาใช้วัดขนาดคอพอกทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และไม่มีความจำเพาะ (ในผู้ใหญ่จะใช้ประเมินอัตราคอพอกได้ดีกว่า) ดังได้แสดงถึงการแบ่งขนาดของคอพอก และผลการเปรียบเทียบวิธีการตรวจคอพอกโดยการคลำคอ และการใช้เครื่อง Ultrasound
o สาเหตุของการเกิดโรคคอพอก
+ การขาดไอโอดีน เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้
บริโภคอาหารที่มีสารนี้น้อยมาก เช่น คนที่อาศัยอยู่ตามภูเขาและที่ราบสูงซึ่งอยู่ห่างไกลทะเลทำให้ไม่สามารถ บริโภคสัตว์ทะเล เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย
ร่างกายมีความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น เช่น ในวัยรุ่นหนุ่มสาว หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือเมื่อมีอาการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกายเป็นระยะเวลาที่ต่อมธัยรอยด์ทำงาน เพิ่มขึ้นจึงต้องการไอโอดีนมากขึ้นด้วย
ไอโอดีนมีสมรรถภาพลดน้อยลง เนื่องจากสาเหตุบางประการ เช่น
1. อาหารที่บริโภคมีแคลเซี่ยมมาก และมีไอโอดีนต่ำ จะทำให้ต่อมธัยรอยด์โตขึ้นอย่างรวดเร็ว
2. ถ้าขาดวิตามิน เอ และได้รับไอโอดีนน้อย ต่อมธัยรอยด์จะโตขึ้นได้
3. ในอาหารที่บริโภคเข้าไป มีสารบางอย่างในพืชหรือยาบางชนิดมากดต่อมธัยรอยด์หรือทำให้เกิดโรคคอพอก โดยทำให้ต่อมธัยรอยด์ต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย เกิดโรคคอพอกระบาดขึ้นในเด็กนักเรียนทั้ง ๆ ที่ได้รับไอโอดีนจากอาหารเพียงพอ จากการสืบค้นพบว่าสาเหตุมาจากนมซึ่งใช้แจกเด็กนั้นมีสารพวกนี้อยู่โดยวัวที่ ให้นมไปกินหญ้าซึ่งมีสารนี้แล้วหลั่ง ออกมาในน้ำนม
4. การได้รับสารที่ไปต่อต้านการทำงานของต่อมธัยรอยด์ เช่น ยาพวกไท โอซัยยาไนด์ (Thiocyanide) อะมิโนไธอะโซล (Aminothiasole) โดยไปออกฤทธิ์ทำให้ต่อมธัยรอยด์ไม่สามารถใช้ไอโอดีนได้ ทำให้ต่อมมีขนาดโตขึ้น
5. สารที่ทำให้เกิดคอพอกในอาหาร (Goitrogenic compounds) โดยที่สารนี้ในพืชจะอยู่ในรูปอิสระไม่เป็นพิษ แต่มีน้ำย่อยอีกชนิดหนึ่งในพืชคือ ไธโอกลัยโคสิเดส (Thioglycosides) ซึ่งจะเปลี่ยนสารนี้ให้ออกฤทธิ์ ได้โดยไปขัดขวางการสร้างธัยรอยด์ฮอร์โมน เซลล์ที่ต่อมธัยรอยด์จึงแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้น ฉะนั้นการต้มพืชพวกนี้ก่อนบริโภคจะช่วยป้องกันการออกฤทธิ์ของสารนี้
6.พืชที่มีสารที่ทำให้เกิดคอพอกมี หัวผักกาด พีช แพร์ สตรอเบอรี่ แครอท พืชที่สงสัยว่าอาจจะมีสารนี้ได้แก่ องุ่น คื่นฉ่าย พริกสด ส้มเขียวหวาน ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว แตงไทย กะหล่ำปลี ผักกาดหอม หอยนางรม นมสด ตับ ส่วนอาหารที่ ไม่พบสารเหล่านี้เลยได้แก่ เนื้อโค เนยแข็ง ไอศกรีม กุ้ง เห็ด สับปะรด ดอกกะหล่ำ แตงกวา ข้าว ข้าวโพด ถั่วดำ ถั่วแดง หอม ลูกมะกอก แอลมอน แอปเปิ้ล กล้วย มันฝรั่ง มะเขือเทศ
7. สำหรับโรคคอพอกในประเทศไทย พบว่ามีมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน เช่น เชียงราย อุตรดิตถ์ แพร่ ลำปาง อุบลราชธานี อุดรธานี ส่วนมากคนที่เป็นมักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านใกล้ภูเขา ที่ราบสูง ซึ่งมีการคมนาคมไม่สะดวก และมีฐานะความยากจน ทำให้ขาดอาหารทะเลและอาหารโปรตีน บริโภคแต่เกลือกับพริกและข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก จากการตรวจค้นน้ำ อาหาร พืชและผักในหมู่บ้านเหล่านี้พบว่ามีไอโอดีนต่ำกว่าในหมู่บ้านทั่ว ๆ ไป อีกด้วย
+ การรักษาโรคคอพอก อาจจะกระทำโดย
ให้ไอโอดีน เช่น เกลือเสริมไอโอดีน น้ำปลาเสริมไอโอดีน และยาเม็ดเสริมไอโอดีน
การผ่าตัดแล้วให้กินเกลือไอโอดีนในรูปแบบต่าง ๆ เช่นในรูปโปตัสเซียมไอโอดีนหรือในรูปเกลือไอโอดีน ผสมในอาหารที่รับประทานกันอยู่เป็นประจำ
o ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)
+ ภา วะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism) เป็นภาวะที่ร่างกายมีธัยรอยด์ฮอร์โมนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายทำ ให้มีเมแทบอลิซึมช้าผิดปกติ ในผู้ใหญ่เรียกว่า มิกเซดีม่า (Myxedema) จะมีผลทำให้ความคิดเฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเพลีย กินน้อยแต่น้ำหนักเพิ่ม ผิวแห้ง ผมร่วง ขี้หนาว อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ และจะมีอาการเชื่องช้าทางการพัฒนาเชาวน์ปัญญาอีกด้วย ถ้าพบในวัยเด็กแรกเกิดจะมีอาการทั้งทางสมองและร่างกายโดยจะไม่เจริญและพัฒนา ตามปกติสรุปอาการได้ดังนี้
1. เซื่องซึม เหนื่อยง่าย ความดันต่ำ
2. ผิวหนัง และ ผมแห้ง
3. อ้วนพี ความจำไม่ดี ร่างกายเติบโตช้า เริ่มมีอาการปัญญาอ่อน
4. ไม่สนใจทางเพศ
5. คอพอก
6. เด็กที่เกิดจากมารดาขาดไอโอดีน มีลักษณะโตช้า พุงโร และมีอาการบวม
7. ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นโรคหัวใจ


