แมกนีเซียม (MANGNESIUM)
ผู้ใหญ่มี แมกนีเซียม (Magnesuim) ประมาณ 20-25 กรัม ซึ่งในจำนวนนี้จะอยู่ในโครงกระดูก 50-60% และประมาณ 1 ใน 3 รวมอยู่กับฟอสเฟต แมกนีเซียม มักอยู่ในของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ (Intracellular fluid) เช่นเดียวกับโปรแตสเซียม ประมาณร้อยละ 35 ของ แมกนีเซียม ในน้ำเลือดจะรวมอยู่กับโปรตีน เด็กแรกเกิดมี แมกนีเซียม ต่ำ เมื่อโตขึ้นจะมี แมกนีเซียม มากขึ้น หน้าที่ของ แมกนีเซียม มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญสารอาหาร และการสังเคราะห์โปรตีน และ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต้านทานความหนาว ในที่อากาศเย็น ความต้องการ แมกนีเซียม จะสูงขึ้น ปริมาณที่ควรรับประทาน ขณะนี้ยังไม่ทราบความต้องการที่แน่นอน ภาวะที่ร่างกายมีปริมาณของ แมกนีเซียม ในเลือดต่ำกว่าปกตินาน 100 วันขึ้นไปมักแสดงอาการผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหารและการ ทำงานของระบบประสาท ภาวะการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนไปทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำ งานของประสาทต่อกล้ามเนื้อ ได้จะมีอาการสั่นกระตุกและชักคล้ายการขาดแคลเซียม (แคลเซียมในเลือดมักต่ำด้วย)พบได้ในผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังเพราะ แอลกอฮอล์ส่ง เสริมการขับ แมกนีเซียม ออกจากร่างกาย เด็กที่เป็นโรคขาดโปรตีน และคนไข้ที่อดอาหารเป็นเวลานานหลังการผ่าตัด ส่วนการกิน แมกนีเซียม มากไปยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับโทษ แต่มีผู้รายงานว่าอาหารที่มี แมกนีเซียม สูงอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและ หลอดเลือดตีบได้
แหล่งอาหารที่ให้ แมกนีเซียม แมกนีเซียม มีอยู่ทั่วไปในอาหารที่มาจากพืชและสัตว์ และเป็นส่วนประกอบของรงควัตถุสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์ในพืช ผลไม้เปลือกแข็ง มี แมกนีเซียม มากกว่าพืชอย่างอื่น อาหารที่มีกรดออกซาลิกและไฟติกทำให้เสีย แมกนีเซียม ได้เช่นเดียวกับแคลเซียม
* ข้อมูลทั่วไป
o แมกนีเซียม เป็นเกลือแร่ที่จำเป็นของร่างกายซึ่งจะมีปริมาณ 0.05% ของน้ำหนักของร่างกาย และเกือบ 70% ของ แมกนีเซียม ในร่างกายจะพบที่กระดูก จะอยู่คู่กับแคลเซียมและฟอสฟอรัสอีก 30 % จะพบที่เนื้อเยื่ออ่อน และในของเหลวในร่างกาย
o การดูดซึม แมกนีเซียม เข้าร่างกาย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ฮอร์โมนจากต่อมพาราไทรอยด์ ปริมาณการดูดซึมของน้ำ จำนวนของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแลคโตส ( น้ำตาลจากนม ) ในร่างกาย
o วิตามินดี เป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้ แมกนีเซียม ภายในร่างกายอัลดอสเตอโรนฮอร์โมนจากต่อม อะดรีนัล เป็นตัวควบคุมการขับ แมกนีเซียม ออกจากร่างกาย
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o เป็นองค์ประกอบของกระดูกและฟัน
o เกี่ยว ข้องกับขบวนการเผาผลาญที่จำเป็นหลายขบวนการ ซึ่งส่วนมาก แมกนีเซียม จะอยู่ในเซลล์และจะไปกระตุ้นน้ำย่อย โดยเป็น cofactor ของน้ำย่อยหลายชนิดซึ่งจำเป็นสำหรับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและกรดอะมิโนให้ เป็นพลังงาน
o ช่วยในการสมดุลของความเป็นกรดและด่างให้เป็นปกติ
o เกี่ยวข้องกับการคลายตัว ( relaxation ) ของกล้ามเนื้อ
o ช่วยส่งเสริมการดูดซึมและการเผาผลาญของแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียมและโปตัสเซียม
o ช่วยร่างกายในการใช้วิตามินบีรวม วิตามินซีและอี
o จำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณประสาท( nerve impulse) และการหดตัวของกล้ามเนื้อ
o มี หลักฐานว่า แมกนีเซียม เกี่ยวข้องทำให้อุณหภูมิของร่างกายเป็นไปตามปกติและ เกี่ยวข้องกับการต้านทานความหนาว ในอากาศเย็นร่างกายต้องการ แมกนีเซียม
o แมกนีเซียม ในปริมาณที่เพียงพอจะจำเป็นในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดคือ กลูโคส ให้เป็นพลังงาน
o จำเป็นต่อของเหลวภายนอก
o เกี่ยวกับการสังเคราะห์ DNA และ RNA ในระหว่างที่เซลล์แบ่งตัว และการสังเคราะห์โปรตีน
* แหล่งที่พบ
o แมกนีเซียม มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ปลาน้ำจืด นม โมลาส ( MOLASSES ) คือ กากน้ำตาลหรือน้ำเหลืองอ้อย ข้าว ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด จมูกข้าวสาลี เมล็ดพืช เช่น ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ และงา ผักสีเขียวจัด และผลไม้เปลือกแข็งให้ แมกนีเซียม สูง
* ปริมาณที่แนะนำ
ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
เด็กทารก 6 เดือนแรก 50 มิลลิกรัม
หลัง 6 เดือน 40 มิลลิกรัม
เด็กวัยรุ่น 150 - 400 มิลลิกรัม
ผู้ใหญ่(ชาย) 350 มิลลิกรัม
ผู้ใหญ่(หญิง) 300 มิลลิกรัม
* ผลของการขาด
o ถ้าระดับ แมกนีเซียม ในกล้ามเนื้อลดต่ำลงจะทำให้เกิดตะคริวหรือกล้ามเนื้ออ่อน แรงเรื้อรัง การขาด แมกนีเซียม จะเกิดในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน ตับอ่อนอักเสบ ( pancreatitis) พิษสุราเรื้อรัง ควาชิออร์กอร์ ไตพิการ บริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง หรือการดูดซึมผิดปกติอย่างร้ายแรง เนื่องจากท้องเดินเรื้อรังหรืออาเจียน
o การขาด แมกนีเซียม จะเกี่ยว ข้องอย่างใกล้ชิดกับ โรคหัวใจขาดเลือด ( coronary heart disease ) การได้รับ แมกนีเซียม ไม่เพียงพอจะมีผลทำให้เกิดการอุดตันในหัวใจและสอง และมีส่วนช่วยทำให้แคลเซียมไปจับเกาะที่ไต เส้นเลือด และหัวใจ
o อาการของการขาด แมกนีเซียม คือ กล้ามเนื้อจะบิด สั่น สับสน ไม่สามารถจดจำสถานที่หรือเพื่อนฝูงได้ ( disorientation ) ขั้นแรกของการรักษาโดยเฉพาะในเด็ก คือไม่ให้ดื่มนมเพราะ แคลซีฟีรอล ( calcifeerol , vitamin D2 ) ซึ่งมีมากในนม จะไปรวมกับ แมกนีเซียม และขับออกนอกร่างกาย ทำให้การขาดเกิดขึ้น ต่อจากนั้นก็ให้อาหารเสริมคือให้น้ำมันตับปลา เพราะวิตามินดีในน้ำมันตับปลาจะมีประสิทธิภาพในการรวมตัวกับ แมกนีเซียม ต่ำ กว่า แคลซีฟีรอล ในนม 10 เท่า
* ผลของการได้รับมากไป
o ถ้า รับประทานในปริมาณมากจะเป็นพิษ โดยเฉพาะถ้าบริโภคแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ตามปกติถ้าร่างกายได้รับ แมกนีเซียม มากจะถูกขับออกพอเพียง แต่ถ้าในกรณีที่ไตชำรุดจะเป็นอันตรายมากเพราะอัตราการขับออกจะต่ำ
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ โดย เฉลี่ย แมกนีเซียม ที่บริโภคเข้าไปในแต่ละวัน จะถูกดูดซึมประมาณร้อยละ 50 ที่ลำไส้เล็กตอนต้นโดยแข่งกับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในการแย่งจับกับโปรตีนช่วย พา ปัจจัยที่ช่วยการดูดซึมและขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมกับฟอสฟอรัส เชื่อว่ามีการดูดซึมและขัดขวางการดูดซึม แมกนีเซียม เช่นเดียวกัน นอกจากนี้การดูดซึมยังขึ้นกับปริมาณไฟเตต ซึ่งขัดขวางการดูดซึม แมกนีเซียม ด้วย การดูดซึมของ แมกนีเซียม จะเป็นสัดส่วนกลับกับ แมกนีเซียม ที่บริโภคเข้าไปคือ เมื่อบริโภค แมกนีเซียม ในปริมาณต่ำ อัตราการดูดซึมสูงถึงร้อยละ 75 แต่ถ้าบริโภค แมกนีเซียม มาก อัตราการดูดซึมอาจจะต่ำเพียงแค่ร้อยละ 25 แมกนีเซียม ที่ร่างกายไม่ได้ใช้ส่วนใหญ่ขับออกทางปัสสาวะ
+ อัลโดสเทอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ถูกขับออกมาจากต่อมหมวกไต จะช่วยทำให้อัตราการขับ แมกนีเซียม ออกผ่านไตไปตามปกติ การสูญเสีย แมกนีเซียม จะเพิ่มขึ้นถ้าใช้ยาขับปัสสาวะ ( diuretic ) และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การอาเจียนทำให้สูญเยีย แมกนีเซียม มาก เพราะน้ำย่อยในกระเพราะมี แมกนีเซียม มาก
o สารหรืออาหารเสริมฤทธิ์
+ วิตามินบี 6
+ วิตามินซี
+ วิตามินดี
+ แคลเซียม แมกนีเซียม 1 ส่วนต่อ แคลเซียม 2 ส่วน
+ ฟอสฟอรัส
+ โปรตีน
o สารหรืออาหารต้านฤทธิ์
+ สุรา
+ ยาพวกคอร์ติโคสเตอรอยด์ ( CORTICOSTEROID DRUGS )
+ ยาขับปัสสาวะ
o การประเมิน
+ การ ประเมินภาวะโภชนาการของ แมกนีเซียม ในร่างกายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจาก แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่อยู่ภายในเซลล์ การวัดปริมาณ แมกนีเซียม ในซีรัมจะไม่เป็นดัชนีบ่งชี้ที่ดีของ แมกนีเซียม นอกจากนั้น แมกนีเซียม ยังเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างรวดเร็วในเนื้อเยื่อต่างๆ จากผลการศึกษาทางระบาดวิทยาในเบื้องต้น ยังไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณ แมกนีเซียม ในอาหารที่บริโภคกับการเกิดโรค หัวใจ การขาด แมกนีเซียม ในคนปกติทั่วๆไปจะไม่ปรากฏ ยกเว้นในโรคต่างๆเช่น เบาหวาน โรคไต โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคความดันโลหิต โรคขาดสารอาหารที่ซึ่งอาจเนื่องมาจาก ความผิดปกติของการดูดซึมในลำไส้
+ ปริมาณ แมกนีเซียม ในปัสสาวะจะ เป็นดัชนีบ่งชี้ที่ดีในกรณีที่มี แมกนีเซียม ในเลือดต่ำ เมื่อพบภาวะที่มี แมกนีเซียม ในปัสสาวะต่ำด้วย จะบอกได้ว่ามี malabsortion หรือถ้ามีระดับ แมกนีเซียม สูงในปัสสาวะ แสดงว่าไตไม่ทำงานอาจจะมีความผิดปกติของไต จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ในภาวะที่มีการขาด แมกนีเซียม ในร่างกาย จะมีความสัมพันธ์กันกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
+ วิธีการวัดปริมาณ แมกนีเซียม ในเลือดและปัสสาวะ จะใช้เครื่องมือ atomic absorption spectrophotometer นอกจากนั้นยังมีวิธีการวัดปริมาณ แมกนีเซียม (Mg2+) ในลักษณะที่เป็นไอออน intracellular fluid ที่อยู่ใน bound form โดยใช้เครื่องมือ magnetic resonance imaging (MRI )
+ วิธีการวัดปริมาณ แมกนีเซียม อีกวิธีการหนึ่งที่ใช้ได้ ง่าย คือการวัด แมกนีเซียม ไอออน (Mg 2+) โดยใช้ ion selective microelectrod ซึ่งเป็นวิธีการวัดขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ K+ และ Na+ ในน้ำยาจะต้อง calibrate ให้ดี เพื่อลดค่าความผิดพลาดให้มีน้อยที่สุด
+ วิธีการที่ใช้ติดตามการดูดซึม หรือการกระจายของ แมกนีเซียม ในร่างกาย โดยการใช้สารรังสี magnesium isotope ( Mg ) เป็น biologic tracer ในการศึกษาในคนซึ่งสารกัมมันตภาพรังสี แมกนีเซียม ( Mg ) มี half life สั้นประมาณ 21.3 ชั่วโมง


