ศูนย์สุขภาพและโภชนาการไทย

ศูนย์ สุขภาพ และ โภชนาการ ไทย

Thursday
Feb 09th

Home โภชนาการ เกลือแร่ แคลเซียม (CALCIUM)

แคลเซียม (CALCIUM)

อีเมล พิมพ์ PDF

แคลเซียม  (CALCIUM) 

แคลเซียม  เป็นแร่ธาตุที่พบมากในร่างกาย ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในกระดูก ฟัน เล็บและอื่นๆ  แคลเซียม เป็นเกลือแร่ขี้เหงา คือไม่ชอบทำงานตัวเดียว เพื่อนรักของ แคลเซียม คือ ฟอสฟอรัส จะพบว่ามี แคลเซียม  5 ส่วน ต่อ ฟอสฟอรัสถึง 2 ส่วนในกระดูก และนอกจากนี้ในการที่ แคลเซียม จะทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ  แคลเซียม ต้องทำงานควบคู่กันกับแมกนีเซียม วิตามินเอ ซี ดี อี และแน่นอนทีเดียว ฟอสฟอรัสจะขาดไม่ได้ ( วิตามินเอ และซีเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดูดซึมของ แคลเซียม  ) นมและผลิตภัณฑ์ของนมเป็นแหล่ง แคลเซียม ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะนมวัว กระดูกต่างๆก็เป็นแหล่ง แคลเซียม เช่นกันโดยเฉพาะกระดูกปลาที่สามารถเคี้ยว กลืนได้ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาเล็กปลาน้อยของไทย เช่น ปลารากกล้วย ปลาซิว เป็นต้น ความต้องการของ แคลเซียม เพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ประโยชน์ของ แคลเซียม  ในร่างกายเกือบทั้งหมดจะสะสมในกระดูกและฟัน ซึ่งเป็นที่ที่มันไปช่วยทำให้เกิดความแข็งแรง อีกทั้งจะมีปริมาณ แคลเซียม จำนวนน้อยๆ ที่อยู่ในกระแสเลือดที่จะมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ต่างๆ เพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ และ แคลเซียม เป็นตัวหลักในการนำสัญญาณระหว่างเซลประสาทให้สื่อสารกันได้เป็น ปกติ การขาด แคลเซียม ทำให้เกิดอาการ เหล่านี้ เป็นตะคิว ชา เกิดภาวะกระดูกพรุน ฟันบางหากทานมากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานมากเกินไป แข็งเกร็งจนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ คนไข้จะตายทันที เพราะหัวใจวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคหัวใจมาก่อน นอกจากนี้ยังมีอาการทางจิต ความคิดสับสน เก็บกด และในที่สุดจะปรากฏอาการทางจิต ดังนั้นแม้ว่าท่านจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ต้องรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซียม  และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงวันละ 15-20 นาที จะทำให้ท่านมีโครงสร้างของร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้นานเท่านาน "รับประทาน แคลเซียม ทุกวันกระดูกและฟันจะแข็งแรง"
 

    * ข้อมูลทั่วไป
          o  แคลเซียม  นับเป็นเกลือแร่หลักที่พบในร่างกายมากที่สุดประมาณ 99 % จะพบในกระดูก ฟัน เล็บ และผม ส่วนที่เหลืออีก 1 % จะมีอยู่ทั่วไปในระบบกล้ามเนื้อ ( รวมหัวใจ ) ต่อมพาราไทรอยด์ หรือในฮอร์โมนที่ขับจากต่อมพาราไทรอยด์ และจะพบในกระบวนการเผาผลาญวิตามินอี
          o  แคลเซียม เป็นเกลือแร่ขี้เหงา คือไม่ชอบทำงานตัวเดียว เพื่อนรักของ แคลเซียม คือ ฟอสฟอรัส จะพบว่ามี แคลเซียม  5 ส่วน ต่อ ฟอสฟอรัสถึง 2 ส่วนในกระดูกและนอกจากนี้ในการที่ แคลเซียม จะทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ  แคลเซียม ต้องทำงานควบคู่กันกับแมกนีเซียม วิตามินเอ ซี ดี อี และแน่นอนทีเดียว ฟอสฟอรัสจะขาดไม่ได้ ( วิตามินเอ และซีเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดูดซึมของ แคลเซียม  )
 

    * ประโยชน์ต่อร่างกาย
          o เป็น ส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ในเถ้าถ่านกระดูกจะมี แคลเซียม ถึงร้อยละ 50 เป็น แคลเซียม ไตรฟอสเฟตร้อยละ 80  แคลเซียม คาร์บอเนตร้อยละ12 และอีกร้อยละ 3 อยู่ในสภาพของ แคลเซียม ไฮดรอกไซด์ สารประกอบ แคลเซียม จะอยู่ในโพรงกระดูก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตอนปลายของกระดูกซึ่งเราเรียกว่า   ทราเบคูลาร์ ( trabeculae )   ถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียม มากเพียงพอ ทราเบคูลาร์ จะได้รับการพัฒนาอย่างดี จะทำให้ส่วนปลายของกระดูกแข็งแรง ภายในโพรงกระดูกมีเส้นเลือดและของเหลวมาติดต่อ เพื่อนำ แคลเซียม ไปช่วยรักษาระดับ แคลเซียม ในเลือดในกรณีที่ได้รับ แคลเซียม จาก อาหารน้อยลง เพื่อปรับระดับ แคลเซียม ในเลือดให้สมดุลตลอดเวลา ในระยะที่เป็นเด็กร่างกายกำลังเจริญเติบโต ร่างกายจะมีการสร้างกระดูกโดยดึง แคลเซียม เข้าไปที่กระดูก ( bone formation ) มากกว่าที่จะสลายออกมา ( bone resorption ) แต่เมื่ออายุมากขึ้น การสลาย แคลเซียม ออกมาจากกระดูกมีมากกว่าการดึง แคลเซียม เข้าไป จึงเป็นสาเหตุทำให้กระดูกมีรูพรุน เปราะและหักง่าย ถ้าไม่มีการรักษาสมดุลของ แคลเซียม ในเลือดไว้
          o จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาท ถ้า แคลเซียม ในเลือดน้อยจะทำให้ กล้ามเนื้อไวต่อการกระตุ้นและทำให้เกิดการชักเกร็ง แต่ถ้ามีระดับ แคลเซียม มากเกินระดับปกติจะไปกดการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นในท่าบีบตัว ทำให้ประสาทเกิดการเฉื่อยชา  แคลเซียม ในขนาดพอเหมาะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเต้นของชีพจร และการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
          o ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งหรือยับยั้งการทำงานของน้ำย่อยหลายชนิด เช่น น้ำย่อยไลเปสจากตับอ่อน
          o จำ เป็นในการแข็งตัวเป็นลิ่มของเลือด กล่าวคือ เมื่อเซลล์ได้รับบาดเจ็บ  แคลเซียม ที่อยู่ในเลือดจะกระตุ้นให้มีการขับ ทรอมโบพลาสติน ( thromboplastin )ออกมาจากเกล็ดเลือด (platelets ) แล้วทรอมโบพลาสตินจะเร่งให้มีการเปลี่ยน โพรทรอมบิน( prothombin ) ไปเป็น ทรอมบิน ( thombin ) และทรอมบินจะช่วยให้ไฟบริโนเจน ( fibrinogen ) เปลี่ยนไปเป็น ไฟบริน ( fibrin )ในที่สุดคือการทำให้เลือดแข็งตัว
          o ช่วยในการย่อยโปรตีนของน้ำนม ( casein )
          o ควบ คุมความสมดุลของกรดและด่างในร่างกาย โดยควบคุมการผ่านของสารต่างๆให้น้อยลง เพื่อป้องกันการสะสมที่มากเกินไปของกรดหรือด่างในเลือด ในขณะที่โซเดียมและโปตัสเซียมปล่อยให้สารเหล่านี้ผ่านเข้าออกได้มากขึ้น
          o จำเป็นในการสังเคราะห์ อะซิทิลโคลีน ( aceylcholine ) ซึ่งเป็นสารจำเป็นในการส่งกระแสความรู้สึกของระบบประสาท
          o ช่วยในการดูดซึมวิตามินบี12 ที่ลำไส้เล็กตอนปลาย
          o เป็นส่วนประกอบของ intracellular cement ทำให้เซลล์คงตัวอยู่ได้
          o ช่วยป้องกันอาการผิดปกติระยะก่อนมีประจำเดือน และอาการในวัยใกล้หมดประจำเดือน
          o ต่อต้านผลที่เป็นอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี สตรอนเทียน 90
          o เมื่อ ร่างกายได้รับ แคลเซียม  และเหล็กเพียงพอจะช่วยป้องกันมิให้สารตะกั่วดูดซึมเข้าที่ลำไส้ผ่านเข้าสู่ เนื้อเยื่อ แต่ถูกขับออกจากร่างกายแทน


    * แหล่งที่พบ
          o อาหารที่มี แคลเซียม มากได้แก่ น้ำนม
            น้ำนมวัว                 100 ซีซี                           มี แคลเซียม  120 มิลลิกรัม
            น้ำนมคน                100 ซีซี                            มี แคลเซียม  30 มิลลิกรัม
            นมผง                   100 ซีซี                            มี แคลเซียม  990 มิลลิกรัม

          o ถึง แม้ว่าน้ำนมคนมี แคลเซียม น้อยกว่าน้ำนมวัว แต่มีสัดส่วนของ แคลเซียม  ฟอสฟอรัสเหมาะสำหรับการดูดซึมมากกว่า และมีน้ำตาลแลคโตสมาก ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูดซึม แคลเซียม ด้วย จึงเหมาะสมสำหรับเด็กทารกมากกว่าน้ำนมวัว ผลิตภัณฑ์จากน้ำนม เช่น เนยแข็ง เนยเหลว และไอศกรีม
          o กระดูกที่รับประทานได้ เช่น ปลากระป๋อง ปลาป่น ปลากรอบ กุ้งแห้ง กุ้งฝอยสด ( น้ำจืด )
          o อาหาร ที่มี แคลเซียม ต่ำ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ถั่วต่างๆ ( ยกเว้นถั่วเหลือง ซึ่งมี แคลเซียม ระดับปานกลาง ) ผักและผลไม้
          o รูปแบบของยา
                + Calcium chloride ประกอบด้วยธาตุ  แคลเซียม  27 % สามารถให้ทางหลอดเลือดดำได้ แต่ให้แบบฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่ได้ ชนิดรับประทานทำให้ระคายเคืองกระเพาะได้บ้าง ผู้ป่วยที่ได้รับ Calcium chloride ชนิดฉีด จะเกิดความรู้สึกร้อนบริเวณผิวหนัง ปกติ Calcium chloride ที่ให้ทางหลอดเลือด อยู่ในรูปสารละลาย 10 % (  แคลเซียม  1.36 mcg/ml ) อัตราการฉีดไม่ควรเกิน 1 มล.ต่อนาที
                + Calcium gluconate มี แคลเซียม  9% ชนิดเม็ดมีขนาด 500   1000 มก. ไม่ระคายกระเพาะ ชนิดที่เป็นสารละลาย 10% ( 0.45 mcg/ ml. ของ แคลเซียม  ) การให้ Calcium gluconate ฉีดเข้าหลอดเลือดเป็น Treatment of choice ในกรณีปวดเกร็งกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเนื่องจาก แคลเซียม ต่ำ ไม่ควรให้ Calcium gluconate ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเด็ก จะทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวณที่ฉีดได้
                + Calcium lactate มี แคลเซียม  13 % คุณสมบัติคล้าย Calcium gluconate ชนิดเม็ดขนาด 325   650 มก. ถ้าให้ Lactose ควบไปด้วยจะเพิ่มการดูดซึม แคลเซียม
                + Calcium glubionate มี แคลเซียม  6.5 % มีจำหน่ายในรูปน้ำเชื่อม และชนิดฉีด
                + Calcium carbonate มี แคลเซียม  40% เป็นผงไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้โดยอาศัยกรดในกระเพาะอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นยาลดกรดด้วย
          o ข้อบ่งใช้
                + เมื่อได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ
                + การเกร็งของกล้ามเนื้อ ( Tetany )
          o ข้อควรระวัง
                + ในผู้ป่วยที่การทำงานของไตไม่ปกติ ควรใช้อย่างระมัดระวัง
                + หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับวิตามินดีขนาดสูง
                + ไม่ควรรับประทานพร้อมกับยา Tetracycline หรือฟลูออไรด์ เนื่องจากยาทั้ง 2 ชนิด จะจับ แคลเซียม  ทำให้ลดการดูดซึม
                + ระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
                + เมื่อให้โดยการฉีดจะต้องได้รับการตรวจระดับ แคลเซียม ในเลือดและปัสสาวะก่อน

    * ปริมาณที่แนะนำ
            ความต้องการของ แคลเซียม โดยทั่วไปแล้วมีดังนี้

            เด็กทารก  0 - 1 ปี                  360 - 450 มิลลิกรัม
            เด็กเล็ก    1 - 10 ปี                        800 มิลลิกรัม
            เด็กโต     11 - 18 ปี                    1200 มิลลิกรัม
            สตรีมีครรภ์                                   500 มิลลิกรัม
            หญิงให้นมบุตร                             2000 มิลลิกรัม


    * ผลของการขาด
          o ในภาวะที่ร่างกายได้รับ แคลเซียม จากอาหารลดลงเพียงเล็กน้อย พาราธัยรอยด์ฮอร์โมนจะส่งสัญญานให้ไตสกัดกั้น แคลเซียม ที่จะขับออกทางปัสสาวะ เอาไว้ ในขณะเดียวกันจะปล่อยวิตามินดีที่สะสมในตับออกมาใช้ถ้าร่างกายยังคงได้รับ  แคลเซียม จากอาหารน้อยมาก วิตามินดีจะไปยืมเอา แคลเซียม จากกระดูกมาใช้ เพื่อให้การทำงานของกล้ามเนื้อและประสาทเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งจะทำให้มีอาการปรากฏตามมาคือ เป็นตะคิวและชา
          o การผิดปกติของการ สร้างกระดูก ( bone malformation ) การขาด แคลเซียม มีผลทำให้การมี แคลเซียม ไปจับเกาะ( calcification ) ช้าลงของกระดูกและฟัน ในกรณีที่ขาด แคลเซียม ร้ายแรงซึ่งจะปรากฏไม่บ่อยนัก ถ้าไม่ขาดฟอสฟอรัสและวิตามินดีด้วย การขาดจะนำมาซึ่งการฟอร์มตัวที่ผิดไปของกระดูก กระดูกจะไม่แข็งแรงและอ่อนทำให้มีรูปร่างและลักษณะแตกต่างออกไป เช่น โรคกระดูกอ่อนในเด็ก ( ricket ) มีอาการขางอโค้ง ข้อมือและเท้าใหญ่ หน้าอกยื่น กระดูกอกกลวง และโรคกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่ ( osteomalacia หรือ adult ricket ) อาการคือส่วนประกอบของสารในกระดูกลดลง ทำให้โครงร่างผิดไปและร้าวง่าย มักเกิดกับผู้หญิงที่อาศัยในถิ่นที่ขาดแสงแดด และใช้เสื้อผ้าที่ป้องกันแสงแดด มี แคลเซียม ต่ำในอาหาร คนท้องติดๆกัน และคนที่ให้นมบุตรเป็นระยะเวลานาน
          o โรคกระดูกพรุน ( osteoporosis ) เป็นโรคที่มีเนื้อกระดูกน้อยเกินไป ความหนาแน่นความทึบของกระดูกลดลง ในขณะที่องค์ประกอบของกระดูกมิได้เปลี่ยนแปลง กระดูกจะพรุนและหักง่าย เนื่องจาก แคลเซียม ถูกดึงออกจากกระดูกเร็วกว่าที่จะมาสะสม ทั้งนี้เพราะภายในกระดูกมีเซลล์อยู่ 2 ชนิด คือ เซลล์สลายกระดูก ซึ่งจะมีหน้าที่สลายกระดูกส่วนที่ผุกร่อน ส่วนเซลล์สร้างกระดูกใหม่ทดแทนส่วนที่ทรุดโทรมผุสลายกระบวนการสลายกระดูกและ สร้างใหม่นี้จะใช้เวลา 100 วัน และทุกๆ 10 ปี ร่างกายจะมีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่เพื่อความแข็งแกร่งและทนทาน แต่การสร้างและสลายกระดูกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ ตอนแรกคลอดเซลล์สร้างกระดูกจะทำหน้าที่มากกว่าเซลล์สลายกระดูกและกระดูกจะ ค่อยๆเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี และช่วงก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะในสตรีที่หมดประจำเดือน เซลล์สลายกระดูกจะทำหน้าที่มากกว่าสร้างกระดูก ทั้งนี้เพราะรังไข่จะค่อยๆหยุดการทำงาน ทำให้การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลงจนไม่มี ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้เป็นฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียเนื้อกระดูก เร็ว ดังนั้นในผู้หญิงที่รังไข่หยุดการทำงานไม่มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตเจน หรือการสร้างน้อยลง จะมีการสูญเสียเนื้อกระดูก ทำให้กระดูกบางเร็วมาก อาการที่ปรากฏคือ จะเจ็บบริเวณกระดูก ข้อ เตี้ยลง เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัว ทำให้หลังงอ และส่งผลไปยังช่องท้อง ระบบอาหารถูกกระทบกระเทือน ถ้าหากล้มเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระดูกหัก และยากที่จะประสานได้
          o เทแทนนี่ ( tetany ) เป็นอาการผิดปกติที่ประสาทจะไวผิดปกติในการตอบรับสื่อกระตุ้น ทำให้ไม่สามารถควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เกิดอาการชัก มีอาการมือกำ เอาปลายนิ้วทุกนิ้วเข้าหากัน โรคนี้พบบ่อยมากในหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร เพราะเป็นช่วงที่ต้องการ แคลเซียม มากกว่าปกติ


    * ผลของการได้รับมากไป
          o ถ้า รับประทาน แคลเซียม และวิตามินดีมากจะทำให้ระดับ แคลเซียม ในเลือดสูง ( hypercalcemia ) ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ความดันเลือดสูง ปัสสาวะน้อย มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและอาจเกิดนิ่วในไต ซึ่งเป็นสภาพที่มีผลจากการมี แคลเซียม ไปจับเกาะ (calcification) ที่มากเกินไปตรงไต นอกจากนี้จำนวน แคลเซียม ที่มากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานมากเกินไป แข็งเกร็งจนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ คนไข้จะตายทันที เพราะหัวใจวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคหัวใจมาก่อน นอกจากนี้ยังมีอาการทางจิต ความคิดสับสน เก็บกด และในที่สุดจะปรากฏอาการทางจิต


    * ข้อมูลอื่นๆ
          o การดูดซึม
                +  แคลเซียม  ถูกดูดซึมเพียงร้อยละ 20   30 ของที่บริโภคเข้าไปบริเวณลำไส้เล็กตอนต้น นอกจากนั้นถูกขับออกมาทางอุจจาระ จะมีการขับออกทางปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ยกเว้นเมื่อบริโภคอาหารโปรตีนสูงจะทำให้การขับถ่ายทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น  แคลเซียม จะถูกดูดซึมบริเวณลำไส้เล็กตอนต้น และหยุดการดูดซึมบริเวณส่วนล่างของลำไส้ ตรงที่มีอาหารมีสภาพเป็นด่าง ปริมาณที่ถูกดูดซึมส่วนใหญ่ขึ้นกับอาหาร ถ้า แคลเซียม ที่มีอยู่จะไม่อยู่ในรูปที่ละลายน้ำในลำไส้ การดูดซึมก็จะเป็นไปได้ไม่ดีและในการดูดซึม แคลเซียม นี้จำเป็นต้องได้รับ วิตามินดีให้เพียงพอด้วย ถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียม จากอาหารลดลง พาราธัยรอยด์ฮอร์โมนจะส่งสัญญานให้ไตสกัดกั้น แคลเซียม ที่จะขับออกทางปัสสาวะ ไว้ ในขณะเดียวกันพาราธัยรอยด์ฮอร์โมนจะปล่อยวิตามินดีที่สะสมอยู่ในตับออกมาใช้ เมื่อร่างกายมีวิตามินดีมากขึ้นก็จะสะสม แคลเซียม ในร่างกายมากขึ้นด้วย แต่ถ้าร่างกายยังคงได้รับ แคลเซียม จากอาหารน้อยมาก วิตามินดีจะไปยืม แคลเซียม จากกระดูกมาใช้เพื่อให้ระดับ แคลเซียม ในเลือดและ เนื้อเยื่ออยู่ใรสภาวะปกติซึ่งจะมีผลทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อนได้
          o อาหารหรือสารเสริมฤทธิ์
                + วิตามินเอ ช่วยในการดูดซึมของ แคลเซียม เข้าร่างกายดีขึ้น
                + วิตามินซี ช่วยในการดูดซึม แคลเซียม เข้าร่างกายอีกทาง
                + วิตามินดี ช่วยในการดูดซึม แคลเซียม เข้าท่อไตและหน่วงไว้ ตลอดถึงช่วยร่างกายในการใช้ แคลเซียม ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ
                + วิตามินเอฟ หรือ UNSATURATED FATTY ACID เป็นตัวช่วยให้มี แคลเซียม พร้อมอยู่เสมอเมื่อเนื้อหนังต้องการ
                + เหล็ก ช่วยให้ แคลเซียม ซึมเข้าร่างกายอย่างเต็มที่
                + แมกนีเซียม
                + แมงกานีส ในการที่จะให้การดูดซึม แคลเซียม ได้ดีขึ้น จะต้องได้รับวิตามินดี
                + ฟอสฟอรัส ในการที่จะดูดซึม แคลเซียม ได้ดีขึ้น จะต้องได้รับวิตามินดี
                + ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ถ้ารับประทานร่วมกับ แคลเซียม กลับทำให้การดูดซึม แคลเซียม ดีขึ้น
                + ความ ต้องการของร่างกาย ในคนที่มีร่างกายแข็งแรงจะสามารถดูดซึม แคลเซียม ได้ร้อยละ 30   40 แต่ถ้าเมื่อใดได้รับ แคลเซียม ต่ำ ร่างกายจะสามารถปรับตัวทำให้ดูดซึมเกลือแร่มากขึ้น การดูดซึม แคลเซียม จะมากในระยะเจริญเติบโต เช่น เด็กวัยรุ่นจะดูดซึม แคลเซียม ประมาณร้อยละ 30 จากอาหาร ในขณะที่หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตรจะดูดซึม แคลเซียม ประมาณร้อยละ 40 หรือมากกว่าจากอาหาร
                + ความเป็นกรด ความเป็นกรดที่มีอยู่ในร่างกายจะช่วยละลาย แคลเซียม และสามารถนำไปใช้ตามความต้องการของร่างกาย
                + ไขมัน ไขมันที่มีในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้การเคลื่อนไหวของกระเพาะเคลื่อนไปอย่าง ช้าๆ จะช่วยทำให้การดูดซึม แคลเซียม ง่ายขึ้น
                + การบริโภคโปรตีน ถ้าบริโภคอาหารโปรตีนสูงจะช่วยการดูดซึม แคลเซียม ให้ดีขึ้น
                + น้ำตาลแลคโทสจะเพิ่มอัตราการดูดซึม โดยที่แบคทีเรียเปลี่ยนแลคโทสให้เป็นกรดแลคติค
          o อาหารหรือสารต้านฤทธิ์
                + ยาแอสไพริน ยาลดไข้ ระงับปวด
                + ยาพวกคอร์ติโซน หรือพวกสเตอรอยด์ เชัน คอร์ติโซน เพร็ดนิโซโลน
                + ผงไทรอย์ที่ได้จากสัตว์ ใช้รักษาต่อมไทรอยด์ ขาดธาตุไอโอดีน
                + การรับประทาน แคลเซียม ร่วมกับยาระงับประสาท ฟิโนบาบิทอล ( PHENOBARBITAL ) ทำให้การดูดซึม แคลเซียม ในลำไส้บกพร่อง
                + เมื่อ รับประทาน แคลเซียม ร่วมกับยาขับปัสสาวะ พวกฟูโรซีไมด์ ไทรแอมเฟอรีน เอ็ธธะดริเนทโซเดียมหรือกรดเอ็ธธะดริเนท หรือเครื่องดื่มผสมสุรา จะทำให้ แคลเซียม ในร่ากายถูกขับทางปัสสาวะมากเกินไป
                + กรดซาลิก และกรดไฟติกจากข้าว ผักใบเขีรยวเป็นสารที่ขัดขวางการดูดซึม แคลเซียม
                +  แคลเซียม  ในร่างกายจะถูกควบคุมโดยต่อมพาราไทรอยด์ และเมื่อต่อมนี้ทำงานผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง  แคลเซียม จะสะสมอยู่ที่ต่อมนี้ ร่างกายจะขาด แคลเซียม  ดังนั้นการรักษาในรายอย่างนี้ จำเป็นต้องแก้ไขที่ต่อมพาราไทรอยด์ ไม่ใช่ระงับการรับประทาน แคลเซียม
                + ไขมัน ไขมันที่มากเกินไปจะรวมกับ แคลเซียม ทำให้เกิดเป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ( insoluble compound ) ทำให้ร่างกายดูดซึม แคลเซียม ไม่ได้
                + กรดไฟติค ที่มีอยู่ในพวกธัญพืชและเมล็ดข้าว ถ้ามีกรดไฟติคเป็นจำนวนมากจะไปรวมกับ แคลเซียม เป็นเกลือที่ไม่ละลายน้ำและ ย่อยสลายได้ยาก ทำให้การดูดซึม แคลเซียม ของร่างกายลดลง
                + การได้รับฟอสฟอรัสที่มากกว่าปกติไม่สมดุลกับ  แคลเซียม  เช่น การกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งมีฟอสฟอรัสในปริมาณที่มาก แต่ดื่มนมน้อยลง มีผลทำให้ร่างกายดูดซึม แคลเซียม จากนมลดลง
                + ปัจจัยอื่นๆ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ความเครียด การสูบบุหรี่จัด การดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 6 แก้ว และการบีบตัวของลำไส้ ทำให้การดูดซึม แคลเซียม ลดลงได้
                + การไม่ออกกำลังกาย คนที่นั่งมากๆ จะมีความหนาแน่นของกระดูกน้อยกว่าคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
          o การประเมิน
                + ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการหรือเครื่องมือโดยทั่วๆไป ที่สามารถประเมินภาวะ แคลเซียม ของกลุ่มบุคคลหรือประชากรทั่วๆไป ที่ปฏิบัติได้โดยไม่มีความยุ่งยาก และเป็นวิธีมาตรฐาน วิธีการประเมินภาวะ แคลเซียม ที่นิยมใช้กันมีดังนี้ ดัชนีบ่งชี้ทางชีวเคมี มีดัชนีบ่งชี้ทางเคมี 2   3 ชนิด ที่บ่งบอกถึงภาวะ แคลเซียม ในร่างกาย เช่น การตรวจสอบระดับ แคลเซียม  : เครอาตินีน ในปัสสาวะ หลังจากการอดอาหารเป็นดัชนีบ่งชี้ที่ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่แพง และจะบอกถึงภาวะ แคลเซียม ในขณะที่ทำการตรวจ การวัดปริมาณ แคลเซียม ในเลือดจะใช้เป็นดัชนีมี่บ่งบอกถึงความเพียงพอของ  แคลเซียม ไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะ แคลเซียม ในร่างกายถูกควบคุม โดยปัจจัยอื่นๆ หลายๆ อย่าง ไม่ใช่ปัจจัยที่มาจากอาหารเพียงอย่างเดียว การวัดปริมาณ แคลเซียม ในปัสสาวะและในซีรัม ใช้เครื่อง atomic absorption spectrophotometer หรือ วัดปริมาณ  แคลเซียม ไอออน( ionized calcium )โดยใช้เครื่องมือ ion   selective electrode ค่าปกติของ แคลเซียม ในพลาสมาและปัสสาวะ
                  การเปลี่ยนแปลงระดับ แคลเซียม ในปัสสาวะมีมากกว่าการเปลี่ยนแปลง แคลเซียม ใน เลือด คือจะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณ แคลเซียม และโปรตีนในอาหารที่บริโภค ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวัน และความต้องการ แคลเซียม ของร่างกาย การแปลผลของระดับ แคลเซียม ในปัสสาวะ เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนของ แคลเซียม / เครอาตินีน จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการเก็บปัสสาวะและความแตกต่างของ lean body mass ในแต่ละบุคคลได้
                   แคลเซียม ในปัสสาวะจะมีความสัมพันธ์กับ แคลเซียม ที่บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ เนื่องระดับ แคลเซียม ที่บริโภคจะมีอิทธิพลต่อการควบคุมการดูดซึม แคลเซียม และ การดูดกลับ แคลเซียม ในกระดูกร่วมกันกับพาราธัยรอยด์ฮอร์โมนและวิตามินดี  แคลเซียม ในปัสสาวะเท่านั้นที่สามารถจะปรับระดับขอล แคลเซียม ที่สงวนไว้ใช้ให้ เมาะสมกับปริมาณ แคลเซียม ที่บริโภคเข้าไป เนื่องจาก แคลเซียม ในปัสสาวะได้รับอิทธิพลจาก แคลเซียม ที่บริโภคในเวลาที่ทำ การประเมิน การแปลผลโดยใช้ค่า แคลเซียม ในปัสสาวะที่เป็น hypo หรือ hypercalcium ( ปริมาณ แคลเซียม ในปัสสาวะต่ำหรือสูงกว่าปรกติ ) จะต้องมีความสัมพันธ์กับปริมาณ แคลเซียม ที่ได้จากอาหาร
                + การวัด แคลเซียม ในกระดูก ( bone measurement ) ประมาณ 99% ของ แคลเซียม ในร่างกายอยู่ในกระดูก อัตราการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงกระดูกเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะ ประเมินความเพียงพอของ แคลเซียม ในระยะยาว วิธีการที่ใช้วัดมีหลายวิธี มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป การเลือกใช้วิธีการประเมินซึ่งขึ้นกับความพร้อมและความชำนาญของเจ้าหน้าที่ ในแต่ละสถาบัน
                  วิธีที่ใช้วัด แคลเซียม ในกระดูกที่ใช้กันอยู่มี 2 วิธีคือ neutron activation และ bone densitometry วิธี neitron activation เป็นวิธีที่ใช้สำหรับงานวิจัยเท่านั้น ไม่เหมาะที่จะใช้ประเมินภาวะ แคลเซียม ในประชากรทั่วๆไป ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการ ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง และผู้รับการตรวจต้องสัมผัสกับรังสีโดยตรง ส่วนการตรวจโดยใช้วิธี densitometry มีเทคนิคในการตรวจหลายรูปแบบเช่น quantitative computed trrmography ( QCT ) sigle and photon absorptiometry ( DPA )และ dual energy x   ray absorptiometry (DEXA )
                + วิธีการเหล่านี้สามารถใช้ประเมิน แคลเซียม ในกระดูกแต่ ละส่วนโดยเฉพาะ หรือประเมิน แคลเซียม ในกระดูกทั่วร่างกายได้ วิธี QCT ไม่ได้ใช้กันแพร่หลาย เพราะค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งสูงและผู้รับการประเมินต้องสัมผัสกับสาร กัมมันตภาพรังสี แต่ค่าที่ได้ไม่ค่อยเที่ยงตรง ส่วน DEXA เป็นวิธีการที่นำมาใช้ล่าสุด ค่าการบำรุงรักษาเครื่องไม่แพง ถึงแม้ว่าจะต้องลงทุนซื้อเครื่องมือในตอนแรกด้วยราคาที่สูง DEXA ยังมีข้อได้เปรียบ DPA ตรงที่ใช้รังสีที่มีความรุนแรงน้อยกว่า ความเที่ยงตรงและ ดีกว่า และใช้เวลาตรวจน้อยกว่า DEXA จึงเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันโดยทั่วๆไป ในการประเมินมวลกระดูก ( bone mass ) จะเห็นได้แล้วว่าวิธีการต่างๆ ที่ใช้ประเมินหรือวัดปริมาณ แคลเซียม ในร่างกายให้ความถูกต้องและเที่ยงตรง ต่างกัน เช่น การประเมิน แคลเซียม โดยวิธีการคำนวนจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวันจะไม่สะท้อน ให้เห็นถึงผลของการบริโภค แคลเซียม ในระยะยาว การประเมินปริมาณ แคลเซียม ในกระดูกแต่ละชนิดก็ให้ผลไม่เหมือนกัน การประเมินปริมาณ แคลเซียม ในกระดูกด้วยวิธีการต่างๆ จะสะท้อนให้เห็นถึงผลของการคั่ง แคลเซียม ในอวัยวะต่างๆ และการใช้ แคลเซียม ของร่างกายในระยะยาว
                + ภาวะการขาด แคลเซียม ในอาหารจะที่บริโภค จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคกระดูกพรุน ( osteoporosis ) ความดันโลหิตสูง และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งโรคกระดูกพรุนได้รับความสนใจมากที่สุด การเกิดโรคกระดูกพรุนอาจมีผลมาจากหลายๆสาเหตุ รวมถึงความผิดปรกติทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน เช่น estrogen ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และปัจจัยเสี่ยงอื่นได้มากกว่าการขาด แคลเซียม  การเกิดโรคกระดูกพรุนอาจจะเนื่องมาจากปัญหาการดูดกลับ แคลเซียม ในกระดูก ( bone resorption ) ซึ่งเป็นสาเหตุในเบื้องต้น นอกจากนั้นยังมีหลักฐานยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างการขาด แคลเซียม และ อุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนกลไลที่ แคลเซียม เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเหล่านี้ได้อย่างไร ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดจนกว่าจะได้มรการพัฒนาหรือค้นพบดัชนีบ่งชี้ภาวะ  แคลเซียม ในร่างกายที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้ความกระจ่างได้มากกว่านี้
                + ส่วนวิธีการที่ง่ายที่สุดและนิยม ใช้กันทั่วๆไปในการทดสอบการดูดซึม แคลเซียม ในโรงพยาบาล หรือคลินิก คือการวัดการดูดซึม แคลเซียม จริง โดยการตรวจ แคลเซียม ในซีรัม ที่เก็บตัวอย่างหลังจากการให้ calcium tracer แล้ว 5 ชั่วโมง

     

 

Business Thailand
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจและข้อมูลการตลาด

ตั๋วเครื่องบิน
WorldwideAirfare.com บริการ ตั๋วเครื่องบิน ราคาถูก ทั่วโลก

ทำมาหากิน
เว็บของคนทำมาหากิน ข้อมูลตลาดนัด แฟรนไชส์ และอาชีพเสริมต่าง ๆ