แคโรทีน (CAROTENE)
แคโรทีนหรือที่เรียกว่า แคโรทินอยส์ เป็นโปรวิตามินเอ โดยเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ จัดเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ประโยชน์ต่อร่างกายจึงจะเหมือนกับวิตามินเอ กล่าวคือ ช่วยในการมองเห็นและปรับสภาพสายตาให้เห็นได้ในที่มืด ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ป้องกันอันตรายที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมเป็นพิษ สร้างและรักษาเนื้อเยื้อผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างภูมคุ้มกันให้กับร่างกาย และช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต อาหารที่อุดมด้วยแคโรทีนจะเป็นอาหารจำพวกพืชผักสีสันต่างๆ โดยเฉพาะในหัวแครอทมีแคโรทีนมากเป็นอันดับหนึ่ง การบริโภคแคโรทีนร่วมกับอาหารหรือสารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ควรบริโภคอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจส่งผลให้มีการสะสมของวิตามินเอในร่างกายได้
* ข้อมูลทั่วไป
o แค โรทีนเป็นสารที่ร่างกายต้องเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ หรือที่เรียกว่าโปรวิตามินเอ บางทีจะเรียกว่า แคโรทีนอยส์ ซึ่งเป็นสารที่มีสีเป็นสีเหลือง ส้ม แดง และเขียว เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน สามารถละลายได้บ้างในแอลกอฮอลล์ ในธรรมชาติจะพบแคโรทีนในหลายรูปแบบ เช่น รูปแบบ แอลฟ่าแคโรทีน เบต้าเคโรทีน แกมม่าแคโรทีน แต่ชนิดที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอได้มากที่สุดคือ เบต้าแคโรทีน ร่างกายสามารถเปลี่ยนแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ได้เพียง 1 ใน 3 ของแคโรทีนที่ได้รับเท่านั้น
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o จะเหมือนกับวิตามินเอ
* แหล่งที่พบ
o หัว แครอท ผักสีเขียว ผลไม้ที่มีสีอื่น เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก แคนตาลูป เป็นต้น พบว่าผักหรือผลไม้ยิ่งมสีเขียวหรือสีมากเท่าไหร่สารแคโรทีนยิ่งมีมากขึ้นตาม นอกจากนั้นแหล่งที่พบที่สำคัญยังได้แก่ น้ำมันตับปลา
* ปริมาณที่แนะนำ
o ความ ต้องการแคโรทีนควรบริโภคให้เหมาะสมเนื่องจากจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นวิตามิน เอ ซึ่งต้องระวังเรื่องการบริโภคเกินด้วย เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันสามารถสะสมในร่างกายได้มีรายงานว่าการรับ ประทานแคโรทีนปริมาณ 200 มิลลิกรัม เป็นเวลา 6 เดือน ไม่ปรากฏอาการข้างคียงใดๆ
* ผลของการขาด
o เหมือนวิตามินเอ มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา คนที่ดืมสุรา สูบบุหรี่ หรือทำงานในสถานที่มีมลพิษมาก ควรรับประทานอาหารที่มีแคโรทีน
* ผลของการได้รับมากไป
o ผู้ ที่ได้รับแคโรทีนมากเกินไปจะทำให้ร่งกายมีสีเหลือง โดยสังเกตจากผิวหนัง แต่อาการดังกล่าวจะหายได้เองหลังจากหยุดบริโภค หรือลดปริมาณลง
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ จะ มีการดูดซึมเข้าทางเดียวกับระบบน้ำเหลือง โดยมีการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก แล้วเข้าระบบน้ำเหลือง เข้าเส้นเลือดดำ แล้วส่งต่อไปที่ตับ แล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นวิตามินเอ แคโรทีนบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นวิตามินเอ ตั้งแต่ที่การดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ใช้เวลาดุซึม 3 5 ชม. ในกรณีได้ได้จากผลิตภัณฑ์สัตว์ ในขณะที่ได้รับจากพืชผักจะใช้เวลา 6 7 ชม. มีการขับออกทางอุจจาระ
o อาหารหรือสารเสริมฤทธิ์
+ สารต้านอนุมูลอิสระ
o อาหารหรือสารต้านฤทธิ์
+ น้ำแร่ สุรา เหล็ก ยาประเภทคอร์ติโซน ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว นอกจากนั้นผู้ป่วยเบาหวานก็เป็นอุปสรรคในการปรับแคโรทีนให้เป็นวิตามินเอ



