วิตามินอี (TOCOPHEROL)
วิตามินอี จะมีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลือง และละลายได้ดีในไขมัน เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ หากขาดอาจทำเกิดภาวะผิดปกติต่อขบวนการปฏิกิริยาต่างๆในร่างกาย เราพบว่าเมื่อร่างกายได้รับวิตามินอีไปพร้อมกับอาหาร วิตามินอีจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายยังผนังลำไส้เล็กไปพร้อมกับไขมัน และพร้อมกับวิตามินที่ละลายในไขมันชนิดอื่นๆ เช่น วิตามิน เอ, วิตามิน ดี และวิตามิน เค และปกติเมื่อร่างกายได้รับวิตามินอีเข้าไปแล้วจะเก็บสะสมไว้ในไขมันในร่าง กาย แต่พบว่าในคนที่รับประทานกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด (Contraceptive Pill) จะมีผลทำให้วิตามินอีที่สะสมไว้ใช้ประโยชน์ในร่างกายถูกขับ (Depletion) ออกจากแหล่งสะสมไปจนอาจทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินอีได้
o วิตามิน อีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ มีชื่อทางเคมีว่า Tocopherol เป็นพวกแอลกอฮอล์ไม่อิ่มตัว มีอยู่ ในธรรมชาติ 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ -alpha,-beta,-delta,-epsilon,-osta,-gamma และ -zeta Alphatocopherol เป็นตัวที่สำคัญที่สุดเนื่องจากมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ดี วิตามินอีเป็นวิตามินที่มีการค้นพบกันมานาน แต่วิตามินอีที่มีการศึกษาและพูดถึงกันมากคือ โทโคไตรอินอล (tocotrienols) ซึ่งเป็นวิตามินที่ได้จากน้ำมันปาล์ม และมีบทบาทสำคัญคล้าย โทโคฟีรอล ที่มีในน้ำมันพืชทั่วๆ ไป
o คุณสมบัติ
+ วิตามิน อีที่บริสุทธิ์จะมีสีเหลืองอ่อนค่อนข้างเหนียวเหมือนน้ำมัน สามารถละลายได้ในไขมันและตัวทำละลายไขมัน ทนความร้อนได้สูงถึง 200 องศาเซลเซียส ทนต่อกรด แต่ถูกทำลายได้ง่ายในด่าง แสงอัลตร้าไวโอเลต ออกซเดชั่น หรือในน้ำมันเหม็นหืน
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o วิตามิน อีจะช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ โดยไปขัดขวางปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของสารในร่างกาย โดยอาศัยคุณสมบติของมันเองที่เป็นตัวที่ไวต่อการถูกออกซิไดส์มาก จึงเป็นตัวที่ถูกออกซิไดส์เองแทนสารอื่นๆในร่างกายที่มีความไวต่อการถูกออก ซิไดส์ได้น้อยกว่า ป้องกันไขมันไม่อิ่มตัวที่กินเข้าไปรวมกับออกซิเจนซึ่งจะก่อให้เกิดอนุมูล อิสระ เป็นสารต้านไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว และยังขยายหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ได้อีกด้วย ทำให้การไหลเวียนดีขึ้น ป้องการการเกาะตัวของเกร็ดเลือดที่ผนังหลอดเลือด จึงช่วยลดการอุดตันของคอเลสเตอรอล ทั้งตัวมันเองยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล ทำให้ร่างกายมีการนำพาออกซิเจนได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้มีการผลัดผิวหนังขึ้นมาใหม่ ช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ทำให้ระบบประสาทดีขึ้นสามารถทำงานได้ตามปกติ ช่วยทำให้ระบบสืบพันธ์เป็นปกติ รักษาอาการเป็นหมันได้ ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ และยังเชื่อว่าทำลายฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งได้ด้วย
* แหล่งที่พบ
o วิตามิน อีพบมากใน น้ำมันพืช เช่นจากถั่วเหลือง ข้าวโพด และดอกคำฝอย น้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันตับปลา น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน นอกจากนั้นยังพบในผักใบเขียว และพบน้อยลงใน เนื้อ ปลา ผลไม้ เป็นต้น
* ปริมาณที่แนะนำ
o โดย ทั่วไปควรรับประทานป้องกันการขาดวิตามินอีวันล่ะ 100 IU (INTERNATIONAL UNIT โดย 1 IU เท่ากับ activity ของ 1 มิลิกรัมของ dl-alphatocopheryl acetate) โดยปริมาณที่แนะนำ ทารก อายุ 0 1 ปี ควรรับประทานวิตามินอี 4.47 5.96 IU เด็ก 1-3 ปี 7.4 IU 4 - 6 ปี 8.94 IU 7 9 ปี 10.43 IU เด็กผู้ชาย 10 12 ปี 11.92 IU 13 15 ปี 13.41 IU 16 19 ปี 14.9 IU เด็กผู้หญิง 10 19 ปี 11.92 IU ผู้ชาย 60 ปีขึ้นไป 14.9 IU ผู้หญิง อายุ 20 60 ปี 11.92 IU หญิงตั้งครรภ์ มากกว่า 2.98 IU ขึ้นไป หญิงให้นมบุตร มากกว่า 4.47 IU ขึ้นไป
* ผลของการขาด
o ยัง ไม่มีหลักฐานว่าคนที่มีสุขภาพปกติและมีการดูดซึมอาหารได้ดีจะมีภาวะขาด วิตามินอี นอกจากทารกที่คลอดก่อนกำหนด ที่จะเกิดภาวะโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกง่าย แต่อย่างไรก็ตามอาการที่ขาดวิตามินอีคือ ระบบการไหลเวียนของโลหิตจะผิดปกติ โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า อาจส่งผลต่อระบบหัวใจโดยส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีการแตกของเม็ดเลือดแดงได้ง่าย อายุของเม็ดเลือดลดลง การดูดซึมเหล็กลดลง และอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ตับและไตถูกทำลายได้
* ผลของการได้รับมากไป
o พบ ว่าถ้าได้รับวิตามินอีวันล่ะ 300 มิลลิกรัมเป็นเวลาหลายเดือนจะส่งผลให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซึม สายตามัว ถ้ามากกว่า 2000 มิลลิกรัมขึ้นไปเป็นเวลา 3 เดือน จะเกิดอาการมุมปากและริมฝีปากอักเสบ กล้ามเนื้อไม่มีกำลังได้ ในคนปกติไม่ควรเสริมวิตามินอี เพราะไม่มีหลักฐานแสดงถึงประโยชน์ และในแต่ละวันการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็จะได้รับวิตามินอีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ จะ ถูกดูดซึมที่ลำไส้ เข้าไปในระบบน้ำเหลือง ต่อไปสู่กระแสเลือดในรูปของไคโลไมคอล พบว่าการดูดซึมวิตามินอีต่ำๆ จะมีประสิทธิภาพดีกว่าวิตามินอีปริมาณสูงๆ และส่งต่อไปเก็บสะสมที่ตับ นอกจากนี้ยังพบอยู่ตาม เนื้อเยื่อไขมัน หัวใจ ปอด และอยู่ในชั้นผิวหนังของอวัยวะนั้นๆ มีการสะสมได้เป็นเวลานาน มีการขับออกทางอุจจาระโดยผ่านที่ตับ ส่วนเมตาบอไลต์จะออกทางปัสสาวะ
o สารหรืออาหารเสริมฤทธิ์
+ วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินบี 1 INOSITOL วิตามินซี แมงกานีส เซเลเนียม
o อาหารหรือสารต้านฤทธิ์
+ มลภาวะทางอาหาร คลอรีน ยาปฏิชีวนะ เหล็ก ที่อยู่ในรูป ferric iron น้ำแร่ ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ฮอร์โมนเอสโทรเจน
o การเสื่อมสลาย
+ การ ปรุงโดยใช้ความร้อนสูง หรือถูกแสงแดด การขัดสี การบดเพื่อทำแป้ง และการกลั่นน้ำมันพืช รวมทั้งการแปรรูปที่มีความสลับซับซ้อน จะทำให้สูญเสียวิตามินอีได้
o การประเมิน
+ สามารถ ประเมินหาปริมาณวิตามินอีในร่างกายได้ด้วยต่างๆต่อไปนี้ วิธีการวัดปริมาณวิตามินอีในเลือด และวิธีประเมิณสัดส่วนวิตามินอีต่อโคเลสเตอรอลในเลือด โดยคนปกติจะมีปริมาณวิตามินอีในซีรัมและพลาสม่าเท่ากับ 5 18 มิลลิกรัมต่อลิตร



