วิตามินดี (CALCIFEROL หรือ ERGOSTEROL)
วิตามินดี เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมใน เลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี วิตามินดีที่เข้าร่างกายจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้ได้วิตามินดีจะเสียง่ายเมื่อถูกออกซิเดชัน ละลายในตัวทำลายไขมันและไม่ละลายน้ำอาหารที่มีวิตามินดีพบได้ทั้งในพืชผัก ผลไม้ และในเนื้อเยื่อของสัตว์แต่ดูเหมือนจะเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีอยู่น้อยมาก ในพืชและผัก ที่พบมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแมคเคอร์เรก วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก,วิตามิน ดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ,ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ,ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอัตราย ,เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย ,ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน,เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกายอาจจำเป็นในการทำงานของ ระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กเรียก Rickets และในผู้ใหญ่เรียกว่า Osteosarcoma มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียมเข้าร่างกาย รูปร่างจะไม่สมประกอบ น้ำหนักลด ฟันผุ เติบโตช้า กระดูกสันหลังโก่ง ข้อมือ เข่า และกระดูกข้อเท้าโต ความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดน้อยลง เช่นหวัด ปอดบวม วัณโรค กล้ามเนื้ออ่อนกำลังขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อกระตุก ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกินไป ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เบื่ออาหาร ปัสสาวะมากผิดปกติและบ่อย กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยอ่อน มีหินปูนเกาะตามอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของหัวใจ ผนังเส้นเลือดและปอด แต่อาการเหล่านี้นั้นจะหายภายใน 2 - 3 วันหลังจากหยุดวิตามิน
* ข้อมูลทั่วไป
o วิตามินดี จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินจำพวกละลายไขมัน ร่างกายได้รับวิตามินดีสองทางด้วยกันคือ รับประทานเข้าไปแล้วซึมในร่างกายทางลำไส้ และโดยการที่ผิวหนังได้รับแสงแดดแล้วแสงอุลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์จะไป กระตุ้นคอเลสเตอรอลชนิดที่อยู่ในผิวหนังให้เปลี่ยนเป็นวิตามินดี โดยตับและไตจะเปลี่ยนให้เป็นวิตามินที่มีฤทธิ์แล้วซึมเข้ากระแสโลหิตเลย ส่วนวิตามินดีที่ได้จากอาหารจะซึมเข้าลำไส้ไปพร้อม ๆ กับอาหารพวกไขมันโดยการช่วยย่อยของน้ำดี วิตามินดีที่เข้าร่างกายแล้วทั้งสองทางจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้ได้
o วิตามินดี เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมใน เลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี
o คุณสมบัติ
+ วิตามิน ดีที่บริสุทธิ์จะมีสีขาว เป็นผลึกที่ไม่มีกลิ่น ซึ่งสามารถละลายได้ในไขมันและตัวทำละลายไขมันไม่ละลายในน้ำ จะคงทนต่อความร้อน (140 องศาเซลเซียส) คงทนต่อการออกซิเดชั่น กรดและด่างอ่อน แต่เสียง่ายเมื่อถูกอัลตราไวโอเลต
+ ส่วนพวกสารแรกเริ่มของวิตามินดีจะเสียง่ายเมื่อถูกออกซิเดชั่น ละลายในตัวทำลายไขมันและไม่ละลายน้ำเช่นเดียวกับวิตามินดี
o ชนิดของวิตามิน ดี
วิตามิน ดีเป็นกรุ๊ปทางเคมีของสารประกอบพวก สเทอรอล ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันโรคกระดูกอ่อน วิตามินดีจะถูกสร้างโดยฉายแสงอัลตราไวโอเลตบนสารแรกเริ่ม รูปแบบของวิตามินดีมีประมาณ 10 หรือมากกว่า แต่มีเพียง 2 รูป ที่เกี่ยวข้องกับทางโภชนาการ
+ วิตามินดีสอง (ergocalciferol or calciferor or vitamin D2) สารแรกเริ่มคือ เออร์โกสเทอรอล (ergosterol) พบในยีสต์ เห็ด และพืช เมื่อได้รับแสงอัลตราไวโอเลต ในช่วงความถี่ 230 นาโนมิเตอร์ (nm) จะสามารถเปลี่ยนเป็นออร์โกแคลซิเฟอรอล หรือวิตามินดีสองได้
+ วิตามินดีสาม (cholecalciferol or activeted 7 dehydrocholesterol or vitamin D3) จะพบในเซลล์ของคนและสัตว์ โดยผิวหนังมีสาร 7-ดีไฮโดรคอเลสเทอรอล เมื่อถูกแสงอัลตราไวโอเลต จากแสงแดด หรือจากเครื่องมือ ในช่วงความถี่ 275-300 นาโนมิเตอร์ (nm) จะสามารถเปลี่ยนเป็นคอลีแคลซิเฟอรอล (cholecalciferol) หรือวิตามินดีสามได้ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นบนผิวหนังในชั้น กรานูโลซัม (granulosum) 7- ดิไฮโดรคอลเลสเทอรอลสามารถสร้างขึ้นได้จากคอเลสเทอรอลที่ผนังลำไส้เล็กแล้ว ส่งผ่านไปยังผิวหนัง
o จำนวนวิตามินดีที่เกิดขึ้นนี้ขึ้นกับสิ่งสำคัญ 2 อย่างคือ
+ จำนวนแสง U.V. จากแสงแดดตอนเช้า ฤดูอาจได้ไม่ถึง 1 ชม. ฤดูร้อนกลางวัน อาจได้แสงถึง 4 ชม.
+ แสง U.V. นี้ไม่สามารถผ่านหมอกควัน ฝุ่นละออง กระจก หน้าต่าง ม่านกั้นประตูหน้าต่าง เสื้อผ้าและสีของผิวหนัง (melanin)
จาก การศึกษา ปริมาณของ วิตามินดีในเลือดที่ได้จากการสังเคราะห์จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลในฤดูร้อนความ เข้มข้นของ วิตามินดีในเลือดจะสูงกว่าในฤดูหนาว
o ประวัติ
โรค กระดูกอ่อนในเด็กสมัยก่อนเรียกชื่อ ภาษากรีกว่า Rachitis แต่ในปัจจุบันนิยมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Rickets เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว
+ ค.ศ. 1822 ได้มีการใช้น้ำมันตับปลารักษาโรคกระดูกอ่อนแต่ไม่รู้จักหน้าที่
+ ค.ศ. 1890 ได้พบว่าโรคกระดูกอ่อนมีความสัมพันธ์กับการขาดแสงแดด
+ ค. ศ. 1919 ฮัดชินสกี้ (Huldschinsky) ได้แสดงว่าเด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อน จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้ฉายแสงอัลตราไวโอเลตไปบนร่างกาย
+ ค.ศ. 1922 แมคคอลลัม (mc collum) ได้เอาน้ำมันตับปลามาเคี่ยวที่ 120 องศา c เป็นเวลานานหลายชั่วโมงพร้อมกับผ่านออกซิเจนลงไปด้วย พบว่าน้ำมันตับปลาจะหมดสรรพคุณในการรักษา xerophthalmia แต่ยังรักษาโรคกระดูกอ่อนได้ แสดงว่า น้ำมันตับปลามีสารสำคัญสองชนิด จึงได้ตั้งชื่อชนิดแรกที่เสียด้วยความร้อนกับออกซิเดชั่นและมีสรรพคุณรักษา โรคนัยน์ตาแห้งว่า วิตามินเอ ส่วนที่คงทนต่อการออกซิเดชั่นและมีฤทธิ์ในการรักษาโรคกระดูกอ่อนกว่าวิตามิน ดี
+ ค.ศ. 1924 สตีนบลอค (Steenbock) พบว่าถ้าเอาอาการบางอย่างมาอาบแสงอัลตราไวโอเล็ตก่อนจะมีสรรพคุณรักษาโรค กระดูกอ่อนได้
+ ค.ศ. 1931 อังกัส (Angus) ได้แตกผลึกของวิตามินดีได้
+ ค.ศ. 1932 วันดัส (Windaus) แยกผลึกวิตามินดี 3 หรือ activated 7- dehtdrocholesterol ได้
* ประโยชน์ต่อร่างกาย
o วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก
o วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ถ้าขาดวิตามินดี กรดอะมิโนในปัสสาวะจะเพิ่มขึ้น ถ้าวิตามินดีเพียงพออัตราการดูดซึมกลับกรดอะมิโนจะปกติ และในปัสสาวะจะลดปริมาณลง
o ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย แบบ active transport ของแคลเซียมให้ข้ามเซลล์ไปได้ง่าย
o ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึง ขีดอันตราย เช่น แคลเซียมจะต้องอยู่ในเลือดประมาณ 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยวิตามิน ดีจะกระตุ้นการดูดแคลเซียมในลำไส้เพราะมิฉะนั้นแคลเซียมจะถูกขับออกจากร่าง กายไปหมด และวิตามิน ดี จะกระตุ้นการนำเอาฟอสฟอรัสมาใช้ โดยทำหน้าที่กระตุ้นตลอดเวลา
o เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย
o ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน
o เกี่ยวข้องกับการใช้คาร์โบไฮเดรต
o เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกาย
หน้าที่โดยทางอ้อมก็ คือ วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด เพราะหน้าที่เหล่านี้จะสัมพันธ์กับการมีอยู่และการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ของร่างกาย
* แหล่งที่พบ
o พบ ได้ทั้งในพืชผัก ผลไม้ และในเนื้อเยื่อของสัตว์แต่ดูเหมือนจะเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีอยู่น้อยมาก ในพืชและผัก ที่พบมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแม็คเคอร์เรก
o นมเป็นอาหารที่นิยมเสริม วิตามินดี เพราะเป็นอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสและไขมัน ที่จะช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมจากลำไส้เล็ก ปริมาวิตามินดีที่เสริม คือ 400 IU ต่อลิตร
o ปริมาณของวิตามินดีในอาหารอาจเปลี่ยนแปลงได้มากตาม ฤดูกาล และภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น การถูกแสงแดดมากหรือน้อย อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์มีวิตามินดีมากหรือน้อยเพียงใด เป็นต้น
* ปริมาณที่แนะนำ
o ใน การที่บุคคลต่าง ๆ ควรได้รับปริมาณวิตามิน ดี มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุหลายประการ เช่น ไขมันในอาหาร การสร้างน้ำดีจากตับ การดูดซึมของระบบทางเดินอาหาร ความบ่อยครั้งในการถูกแสงแดดและขึ้นอยู่กับปริมาณของสารมีสี และ เคราตินที่มีอยู่ที่ผิวหนัง ถ้าผิวขาวมีสารมีสีน้อย แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์สามารถผ่านเข้าไปในชั้น Granulosum ของผิวหนังได้มาก ทำให้ 7 - dehydrocholesterol ซึ่งมีอยู่มากในชั้นนี้ถูกเปลี่ยนเป็นวิตามิน ดี สามได้มาก ถ้าผิวเหลืองเนื่องจากมีเคราตินมากหรือผิวดำเพราะมีสารมีสีมาก แสงอัลตราไวโอเลตจะผ่านเข้าไปได้น้อยทำให้มีการสังเคราะห์วิตามิน ดีสามที่ผิวหนังน้อย
o วิตามิน ดี 2.5 ไมโครกรัม (100 ไอยู) สามารถป้องกันโรคกระดูกอ่อนและช่วยให้มีการดูดซึมของแคลเซียมในลำไส้อย่าง เพียงพอสำหรับการสร้างความเจริญเติบโตของกระดูกและฟันในทารก แต่การกินวันละ 10 ไมโครกรัม ( 400 ไอยู) นั้นช่วยส่งเสริมการดูดซึมให้ดียิ่งขึ้น
ทารก 10 ไมโครกรัม
เด็ก 10 ไมโครกรัม
ผู้ใหญ่
20 - 29 ปี 7.5 ไมโครกรัม
30 - 60+ปี 5 ไมโครกรัม
หญิงมีครรภ์ +5 ไมโครกรัม
หญิงให้นมบุตร +5 ไมโครกรัม
o หน่วยของวิตามิน ดี
1 IU วิตามินดี = 0.025 ไมโครกรัมของวิตามินดีสาม
ในปัจจุบันองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ/องค์การอนามัยโลก เสนอแนะว่าความต้องการควรระบุในลักษณะไมโครกรัมของวิตามินดีสาม
* ผลของการขาด
o การขาดวิตามินดีจะนำไปสู่การดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้เล็กน้อย จึงทำให้การสร้าง หรือฟอร์มตัวของกระดูกโครงสร้างผิดไป กระดูกไม่แข็งแรงไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ทำให้กระดูกโค้งงอหรือผิดรูปร่าง โรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน ดี ที่สำคัญได้แก่ โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Ricket) มักพบในเด็กอายุ 1 3 ขวบ ซึ่งเป็นระยะที่เด็กกำลังเจริญเติบโตอาการที่ปรากฎคือ
+ แมกนีเซียม จากการค้นพบของศาสตราจารย์ อะเดล เดวิส ( ADALLE DAVIS ) ว่านอกจากแมกนีเซียมจะสามารถทำให้อะลูมิเนียมเคลื่อนย้ายที่ได้แล้ว ยังใช้ได้ผลในการลดอาการเป็นพิษจากอะลูมิเนียม เช่น อาการหงุดหงิด ความจำเสื่อมให้คืนสภาพดีดังเดิมได้
+ ขาโก่ง (bow legs) เพราะกระดูกขาอ่อนไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนัก นอกจากนี้ข้อเข่าโค้งเข้าหากัน (Knock knees) เพราะข้อเข่าไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัว เช่นเดียวกัน
+ การปิดของกระหม่อมของกระโหลกศีรษะในเด็กจะช้าทำให้ หน้าผากขยายใหญ่มีลักษณะคล้ายกล่องกระโหลกศีรษะจะอ่อนนุ่ม ถ้ากด อาจจะยุบได้เรียก Craneotabes
+ มีความผิดปกติของกระดูกซี่โครงทำให้กระดูกอกและ กระดูกซี่โครงโก่งขึ้น เรียกว่า Concave breast หรือ Pigion breast นอกจากนี้เกิดการบวมขึ้นตรงปลายของกระดูก (Epiphysis) ที่ต่อกับข้อและตรงสองข้างของกระดูกซี่โครงทำให้โป่งนูนเป็นเม็ดกลมเหมือน ใส่ลูกประคำคอ เรียกว่า Rachitic rosary
+ กระดูกข้อต่าง ๆ มีการขยายขนาด เช่น กระดูกข้อมือ ข้อเท้า และหัวเข่าโป่งโตผิดปกติ
+ การเจริญของกล้ามเนื้อเป็นไปไม่ดี ไม่แข็งแรง
+ หงุดหงิดและมีอาการทางประสาท เช่น ฉุนเฉียวง่าย
+ ฟันขึ้นช้า กระดูกฟันและกระดูกขากรรไกรผิดรูปร่างและฟันผุเร็วกว่าปกติ
o กระดูก อ่อนในผู้ใหญ่ (Osteomalacia) เป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน ดี และแคลเซียมในผู้ใหญ่เนื่องจากเป็นระยะที่กระดูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ความผิดปกติที่พบ คือ
+ กระดูกจะอ่อนและไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่จะเป็นกระดูกบริเวณขา กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน ทำให้รูปร่างผิดปกติ เช่น หลังโก่ง
+ เจ็บปวดตามข้อ ตามกระดูก
+ กระดูกเป็นโพรงเปราะและหักง่ายเนื่องจากแคลเซียมและฟอสฟอรัสสลายตัวออกจากกระดูกเรื่อย ๆ
o อาการ ชัก (Tetany) มีอาการกล้ามเนื้อกระตุก เป็นเหน็บ และอาจจะชักบางครั้ง เนื่องจากระดับแคลเซียมในเลือดต่ำกว่า 7.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทั้งนี้เพราะร่างกายดูดซึมแคลเซียมและวิตามินดีได้น้อยกว่าปกติและ/หรือต่อม พาราธัยรอยด์ถูกกระทบกระเทือนและเป็นที่เชื่อกันว่าวิตามินดี และพาราธัยรอยด์ฮอร์โมน ทำงานร่วมกันในการขนส่งแคลเซียมให้เป็นไปตามปกติ ถ้าขาดจะทำให้เกิดอาการดังกล่าว
o ฟันผุ (Dental caries) การขาดวิตามินดี จะนำไปสู่การที่ฟันจะฟอร์มตัวช้าและทำให้การฟอร์มตัวของฟันเสียไปด้วย มีหลายสิ่งที่ทำให้มีแนวโน้มเอียงที่จะเป็นโรคฟันผุ อย่างเช่นพบว่าเด็กที่ได้รับนม ไข่ เนื้อ ผักและผลไม้หรือบริโภคอาหารที่มีวิตามินดีสูงจะมีโอกาสน้อยที่จะเป็นโรค เกี่ยวกับการฟันผุ เปรียบเทียบกับคนที่บริโภควิตามิน ดีปานกลาง ดังนั้นการป้องกันฟันผุก็ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคที่เพียงพอ และการใช้ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินดี
o พอสรุปอาการขาดได้ดังนี้
+ เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กเรียก Rickets และในผู้ใหญ่เรียกว่า Osteosarcoma
+ มี ปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียมเข้าร่างกาย ถึงแม้บุคคลคนนั้นจะรับประทานสารอาหารจำพวกแคลเซียมมากก็ตามร่างกายก็ยังขาด แคลเซียมอยู่นั่นเอง และทำให้ฟอสฟอรัสค้างอยู่ในไต เป็นเหตุให้การใช้เกลือแร่ในการสร้างกระดูกผันผวน ทำให้รูปร่างของกระดูกไม่ปกติเจริญไม่เต็มที่ กระดูกอ่อน (Rickets) ขาโก่ง
+ รูปร่างจะไม่สมประกอบ น้ำหนักลด ฟันผุ เติบโตช้า กระดูกสันหลังโก่ง ข้อมือ เข่า และกระดูกข้อเท้าโต
+ ความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดน้อยลง เช่นหวัด ปอดบวม วัณโรค
+ กล้ามเนื้ออ่อนกำลังขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อกระตุก
+ ต่อม พาราไธรอยด์ทำงานไม่เต็มที่ เชื่อกันว่าวิตามินดี และฮอร์โมนของต่อมไธรอยด์ทำงานประสานกันในการนำแคลเซียมไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าขาดจะเกิดอาการ กล้ามเนื้อกระตุก (Fetany) จะมีอาการชาที่กล้ามปวดเหมือนเข็มแทง (Tingting) และกล้ามเนื้อกระตุก
* ผลของการได้รับมากไป
o พบ ในรายที่บริโภค 300,000 - 800,000 I.U ต่อวันเป็นระยะเวลานาน วิตามิน ดี ประมาณ 30,000 I.U ต่อวัน หรือมากกว่านี้จะทำให้เป็นอันตราย สำหรับทารกและประมาณ 50,000 I.U ต่อวัน จะเป็นอันตรายสำหรับเด็ก อาการเริ่มต้นด้วยคลื่นไส้อาเจียนท้องเดินปัสสาวะมากกว่าปกติ ทั้งกลางวันและกลางคืน กระหายน้ำจัด น้ำหนักตัวลด มีการสลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกและมีการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เพิ่มขึ้น ทำให้มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดและในปัสสาวะสูง ซึ่งแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่มีในเลือดอาจไปจับอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมทั้งหลอดเลือดทำให้เป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ในรายที่เป็นมากอาจถึงตาย เพราะมีการล้มเหลวของไต ส่วนในรายที่ยังเป็นไม่มากนัก เพียงหยุดให้วิตามิน อาการต่างๆจะหายไป
o อาการที่เกิดเนื่องจากร่างกาย ได้รับวิตามินดีมากเกินไป หรืออาการที่จำเป็นต้องสังเกตขณะที่รับประทานวิตามินดี คือปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เบื่ออาหาร ปัสสาวะมากผิดปกติและบ่อย กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยอ่อน มีหินปูนเกาะตามอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของหัวใจ ผนังเส้นเลือดและปอด แต่อาการเหล่านี้นั้นจะหายภายใน 2 - 3 วันหลังจากหยุดวิตามิน
o เป็นที่น่าสนใจที่เด็กสามารถสร้างวิตามินมากเกินปกติ ได้ ซึ่งจะพบในเด็กที่ดื่มนมผสม (Fortified Milk) อาการเช่นนี้อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนกับยาอื่น ๆ ได้ อาการอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าเด็กได้รับวิตามินดี ในขนาดธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้นำให้ทราบว่าเด็กมีแคลเซียมมากในร่างกาย (Hypercalcemia) และวิตามินในร่างกายมากเกินความต้องการแล้ว สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปวดตามข้อ รูมาตอยด์ อาไทรติส (Rheumatoid arthritis) ถ้ารับประทานวิตามิน ดีเกินขนาดทำให้มีแคลเซียมไปเกาะที่ผนังเส้นโลหิตแดง ซึ่งจะทำให้ไตปฎิบัติหน้าที่ไม่เป็นปกติ และทำให้ความดันโลหิตสูงด้วย
o นายแพทย์ Arthur A.Knapp ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับตา ชาวอเมริกา ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับวิตามินดี กับตา บอกว่าการที่คนได้รับวิตามิน ดีไม่พอจะทำให้เกิดสายตาสั้น (MYOPIA) และจุดใหญ่แล้วเนื่องจากความไม่สมดุลของแคลเซียม
* ข้อมูลอื่นๆ
o การดูดซึม
+ วิตามิน ดีที่บริโภคเข้าไปจะถูกดูดซึมพร้อมกับไขมันผ่านผนังลำไส้เล็กตรงส่วนของลำ ไส้เล็กตอนกลางและตอนปลาย โดยการช่วยเหลือของน้ำดี เออร์โกสเทอรอลและสารสเทอรอลอื่น ๆ จากพืช ถูกดูดซึมได้ไม่ดีจากลำไส้แต่ถ้าเป็น เออร์โกสเทอรอล ที่ได้อาบแสงอัลตราไวโอเลต และเปลี่ยนไปเป็นวิตามินดี ที่ผิวหนังจะดูดซึมได้ดีที่ลำไส้เล็กผ่านเข้าไปในระบบหมุนเวียน เนื่องจากวิตามิน ดี เป็นอินทรีย์สารที่ละลายได้ดีในไขมันฉะนั้นการดูดซึมจะดีเลวเพียงใดจึงขึ้น อยู่กับ ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมไขมันรวมทั้งต้องมีปริมาณของเกลือน้ำดี อย่างเพียงพอ จึงจะดูดซึมได้ดีด้วย แต่ถ้าหากมีความผิดปกติใด ๆ ที่รบกวนการดูดซึมไขมัน เช่น ตับอ่อนอักเสบ ภาวะการดูดซึมผิดปกติ หรือการเป็นโรคสปรู (Sprue) ที่ร่างกายต้องสูญเสียไขมันทางอุจจาระมาก ล้วนเป็นสาเหตุทำให้การดูดซึมวิตามิน ดี น้อยลง นอกจากนี้สีของผิวหนังจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการดูดซึมแสงอัลตราไวโอเลต ถ้าผิวหนังมีสารมีสีมาก แสงจะผ่านไปได้น้อย ทำให้วิตามิน ดี ถูกสร้างขึ้นน้อย เช่น ในคนผิวดำมีสารมีสีมาก หรือคนผิวเหลืองที่มี เคราติน มาก
+ หลังจากที่ถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กแล้วหรือสร้างขึ้น บนผิวหนัง วิตามินดี จะถูกส่งเข้าระบบน้ำเหลืองในรูปของ Chylomicron จากนั้นจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปยังตับ
+ วิตามิน ดี กระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ที่ผิวหนัง สมอง ปอด ม้ามและกระดูก แต่ก่อนเข้าใจว่าตับเป็นแหล่งแรกสำหรับเก็บสะสมวิตามินดี ไว้เป็นเวลานาน ๆ ปัจจุบันนี้พบว่าแหล่งแรกของการเก็บ วิตามินดี ไม่ใช่ตับแต่เป็น Fat depots ดังนั้นจึงพบวิตามินดีมีอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน
+ ตับของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมทั้งคนเก็บวิตามินดี ไว้จำนวนจำกัดและมีปริมาณน้อยกว่าตับปลา แต่ก็เพียงพอสำหรับการขาดวิตามินในระยะ 1 - 2 เดือนแรก
+ ทารกที่คลอดใหม่ ๆ ยังไม่มีการเก็บสำรองวิตามินนี้ ถ้าได้รับอาหารที่มีวิตามินดีไม่เพียงพอจะทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อนได้ง่าย
+ วิตามิน ดีถูกขับออกเล็กน้อยทางน้ำดี ส่วนใหญ่ของวิตามินดีที่ขับออกมาจะถูกดูดกลับเข้าไปใหม่ในลำไส้ สำหรับพวกวิตามินดี metabolite จะถูกขับถ่ายส่วนใหญ่ทางน้ำดี
o สารหรืออาหารเสริมฤทธิ์
+ วิตามิน ดี จะทำงานได้ดีเยี่ยมเมื่อมีวิตามิน เอ อย่างเพียงพอ หรือ เมื่อรับประทานอาหารที่มีวิตามิน เอ ร่วมด้วยถึง 10 ส่วน ต่อวิตามิน ดี 1 ส่วน น้ำมันตับปลามีวิตามิน เอ และวิตามิน ดี มากที่สุด สำหรับเกลือแร่โคลีน วิตามิน ซีช่วยไม่ให้วิตามินดีเกิดอาการเป็นพิษเกิดขึ้น นอกจากนี้แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสจะช่วยส่งเสริมวิตามิน ดี ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
o สารหรืออาหารต้านฤทธิ์
+ สุรา
+ ยาพวกสเตอรอยด์ (Coticosteroid drugs)
+ ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน
+ ยาแก้ชัก (Dilantin) โดยเฉพาะในผู้ป่วยไตวาย
+ ยา ขับปัสสาวะ Thiazides ยา Digitalis ทำให้แคลเซียมสูงในเลือดและวิตามิน ดี จะไปเสริมฤทธิ์ของ Digitalis ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้
+ แมกนีเซียม (ซึ่งมีในยาลดกรดบางชนิด) ถ้าใช้ร่วมกับ Calciferiol หรือ Calcitriol ทำให้เกิดภาวะแมกนีเซียมสูงในเลือดได้
o การเสื่อมสลาย
+ การหุงต้มตามปกติจะไม่ทำลายวิตามิน ดี และถึงแม้จะเก็บไว้นานก็ยังมีสรรพคุณดี และจะไม่ถูกทำลายโดยการผสมกับออกซิเจน หรือการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ออกซิเจน
o การประเมิน
+ 25(OH)D3 ใช้บ่งบอกภาวะของวิตามินดีได้ดี โดยใช้วิธี HPLC ส่วน 1,25(OH)2D3 เป็นตัวสะท้อนถึงการสังเคราะห์แคลเซียมในร่างกาย การวัดระดับแคลเซียมและ Parathyroid hormone ร่วมไปกับ 1,25(OH)2D3 มีประโยชน์ในการแยกชนิด Rickets หรือวินิจฉัย Hyperparathyroidism ไปด้วย ผู้ใหญ่ปกติมี 25(OH)2D3 ในเลือด 22 42 นาโนกรัม ต่อมิลลิลิตร และ 1,25(OH)2D3 30 - 53 พิโคกรัม/มิลลิลิตร ส่วนเด็กมี 1,25(OH)2D3 18 - 60 พิโคกรัม/มิลลิลิตร 1 International Unit (IU) ของวิตามิน ดี เป็น Activity ของ Cholecalciferol 0.025 ไมโครกรัม โดย Bioassay ในหนู Rat & Chick Biological activity ของ Cholecalciferol 40 IU/micro g การวัดปริมาณ 25 hydroxyvitamin D ในซีรั่ม เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากที่สุด 25 hydroxyvitamin D ซึ่งมี half-life ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงมีค่าที่คงที่อยู่ได้ในกระแสเลือดนาน และยังเป็นวิตามินดีที่ได้มาจากอาหารและจากการสังเคราะห์ในผิวหนังโดยแสงแดด ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลส่วนวิธีการวัดปริมาณ 25(OH)D มีวิธีการวัดหลาย ๆ วิธีแต่วิธีการใช้กันในปัจจุบันนี้ใช้วิธี Competitive protein binding assays ซึ่งมีน้ำยาสำเร็จรูปจำหน่ายในท้องตลาดจากหลาย ๆ บริษัท หรือ มีบางบริษัทที่รับวิเคราะห์ปริมาณวิตามินดีให้โดยตรง ค่าปรกติของวิตามินดี 25(OH)D จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามห้องปฎิบัติการและชุดน้ำยาสำเร็จรูปที่ใช้ในการ วิเคราะห์จากบริษัทต่าง ๆ กลุ่มบุคคลที่ได้รับแสงแดดมาก อาจจะมีปริมาณวิตามิน ดี 25(OH)D ในซีรั่มสูงถึง 250 nmol/l หรือ 100 ng/ml โดยไม่มีผลต่อภาวะสมดุลของแคลเซียม และระดับที่ต่ำกว่า 10 ng/ml จะถือว่าขาดวิตามินดี ส่วนระดับวิตามินดี ที่จะเป็นพิษ จะต้องเกิน 137 nmol/l หรือ 50 ng/ml การเป็นพิษเนื่องจากวิตามินดี มีสาเหตุเนื่องมาจาก การใช้ยาที่มีวิตามินดี เช่น วิตามินรวม หรือ อาหารที่เสริมด้วยวิตามินดี เช่น นม ซึ่งเสริมด้วยวิตามินดีสอง หรือดีสาม แต่ยังไม่มีการเป็นพิษของวิตามินดี ที่เนื่องมาจากถูกแสงแดดมากเกินไป การเสริมวิตามินดีในน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระดูก อ่อน (Rickets) และ Osteomlacia แต่ก็อาจทำให้เกิดการเป็นพิษขึ้นได้เมื่อบริโภคมากเกินไป จึงสมควรที่จะมีการติดตามประเมินอาหารที่เสริมด้วยวิตามินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้อาหารประเภทนี้เลี้ยงทารกหรือเด็กเล็กระดับวิตามินดีที่ไม่เป็น อันตรายต่อทารกและเด็ก คือ ไม่น้อยกว่า 340 IU/วัน หรือไม่มากกว่า 1800 IU/วัน และระดับที่เป็นอันตรายต่อผู้ใหญ่คือ 60,000 IU/วัน
+ วัดปริมาณ 1,25 dihydroxyvitamin D 1,25(OH)2D เป็นการวัด activity จริง ๆ ของวิตามินดี แต่ไม่ได้สะท้อนถึงปริมาณวิตามินดี ที่ได้จากอาหารหรือจากการสังเคราะห์ขึ้นในผิวหนัง เพราะปริมาณวิตามินดี 1,25(OH)2D ที่มีการสังเคราะห์ขึ้นในไต มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายชนิด เช่น แคลเซียมฟอสเฟต และ Parathyroidhormone ระดับวิตามินดี 1,25(OH)2D จึงมีประโยชน์น้อยที่จะใช้เป็นดัชนีประเมินการขาดวิตามินดี แต่จะมีประโยชน์สำหรับแพทย์ที่จะใช้ในการวินิจฉัยคนไข้ที่มีความผิดปรกติของ ระดับวิตามินดี 1,25(OH)2D อันเนื่องมาจากโรคหรือภาวะบกพร่องที่มีการสืบทอดมาทางพันธุกรรม การวัดปริมาณวิตามิน 1,25(OH)2D จะใช้น้ำยาสำร็จรูป หรือส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ยังห้องปฎิบัติการที่รับทำการวิเคราะห์ ภาวะที่มีปริมาณวิตามินดีในเลือดต่ำ (Hypovi -taminosis D) อาจจะทำให้เป็นผลเนื่องมาจากการสังเคราะห์วิตามินในผิวหนังไม่เพียงพอ ได้จากอาหารไม่เพียงพอหรือมีความบกพร่องในการดูดซึมวิตามินในลำไส้



